รายงานจาก Rabobank ล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2569) ระบุว่าราคาน้ำมันกำลังเผชิญกับ “ค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม” (War Risk Premium) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครับ
สรุปประเด็นสำคัญและตัวเลขคาดการณ์มีดังนี้:
1. มุมมองของ Rabobank ต่อราคาน้ำมัน
-
การปรับประมาณการราคา: ทีมวิจัยของ Rabobank ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent ในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ $64 ต่อบาร์เรล (จากเดิม $58.25) และ WTI ขึ้นสู่ระดับ $59.80 ต่อบาร์เรล (จากเดิม $54.60) โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
-
War Risk Premium: นักวิเคราะห์ชี้ว่าความเสี่ยงที่การเจรจาทางการทูตจะล้มเหลว และแนวโน้มการเผชิญหน้าทางทหารที่เพิ่มขึ้น ได้สร้าง “ค่าส่วนต่างความเสี่ยง” เข้าไปในราคาน้ำมันเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าในเชิงพื้นฐาน (Demand/Supply) ตลาดจะยังดูเหมือนมีอุปทานเพียงพอก็ตาม
2. ปัจจัยกระตุ้นความตึงเครียด (อัปเดต 18-19 ก.พ. 2569)
-
การขู่ใช้กำลังทหาร: ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นกว่า 2-4% ทะลุระดับ $64 ในการซื้อขายเมื่อคืน (18 ก.พ.) หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังทางทหารหากอิหร่านยังไม่ตอบรับข้อเสนอหลัก
-
ความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ: Rabobank และนักวิเคราะห์รายอื่นๆ แสดงความกังวลว่าหากสถานการณ์บานปลาย อิหร่านอาจใช้มาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ (คิดเป็น 20% ของการบริโภคทั่วโลก) ซึ่งจะผลักดันให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
-
ท่าทีของทรัมป์: การประกาศเก็บภาษีศุลกากร 25% กับประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน (มีผลทันที) ยิ่งสร้างความผันผวนและกดดันห่วงโซ่อุปทานพลังงาน
3. สถานการณ์ตลาดน้ำมันในภาพรวม
-
Brent: ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่แถว $69.22
-
WTI: ปรับตัวขึ้นปิดที่ $64.08 (พุ่งขึ้นแรงในรอบวัน)
-
มุมมอง IEA: แม้ราคาจะพุ่งจากข่าวสงคราม แต่ IEA เตือนว่าในระยะยาวอุปทานน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มล้นตลาด (Supply surplus) ซึ่งอาจช่วยจำกัดเพดานการพุ่งขึ้นของราคาหากไม่เกิดการหยุดชะงักของอุปทานจริง
สรุปสถานะปัจจุบัน (Key Takeaway)
Rabobank มองว่าตลาดน้ำมันตอนนี้ “ไม่ได้วิ่งตามปัจจัยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว” แต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลามสู่การสู้รบจริง ซึ่งหากการเจรจารอบที่ 3 (ที่จะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์) ล้มเหลว ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุจุดสูงสุดเดิมได้ง่ายๆ ครับ




