ราคาเงิน (XAG/USD) ในวันที่ 27 มกราคม 2026 กำลังสร้างความตื่นตะลึงให้ตลาดโลกโดยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับ 110.00 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีการย่อตัวลงในช่วงสั้นๆ (Reversing losses) โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ
1. สถานการณ์ราคาและมุมมองทางเทคนิค
-
ระดับราคา: หลังจากที่ราคาพุ่งทะลุระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $100 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2026 ราคาได้ทะยานต่อจนแตะระดับ $111 ในช่วงสั้นๆ ก่อนจะมีการพักฐาน และปัจจุบันกลับมาเคลื่อนไหวหนาแน่นแถว 109.50 – 110.00
-
โครงสร้างขาขึ้น (Bullish Bias): กราฟรายวันยังคงอยู่ในช่องว่างขาขึ้น (Ascending Channel) ที่ชัดเจน โดยราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน (50-day EMA) อย่างมั่นคง แม้ว่าดัชนี RSI จะอยู่ในโซน “ซื้อมากเกินไป” (Overbought) เหนือระดับ 70 แต่แรงซื้อตามน้ำ (Momentum) ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
-
ระดับที่ต้องจับตา: * แนวต้าน: หากผ่าน $110.00 ได้อย่างมั่นคง เป้าหมายถัดไปคือ $115.00 และ $120.00
-
แนวรับ: มีจุดรับสำคัญที่ $103.00 และแนวรับเชิงจิตวิทยาที่ $100.00
-
2. ปัจจัยที่ทำให้เงินพุ่งแรง (Key Drivers)
การที่เงินทำผลงานได้ดีกว่าทองคำ (Outperforming Gold) ในปี 2026 มีสาเหตุมาจาก:
-
การขาดแคลนอุปทานเชิงโครงสร้าง (Structural Deficit): ตลาดเงินเผชิญกับภาวะขาดดุลมาติดต่อกันเป็นปีที่ 5 เนื่องจากเหมืองเงินส่วนใหญ่ผลิตเงินเป็นผลพลอยได้ (By-product) ทำให้ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันทีแม้ราคาจะสูงขึ้น
-
ความต้องการจากอุตสาหกรรมไฮเทค: ความต้องการใช้เงินในแผงโซลาร์เซลล์, โครงสร้างพื้นฐาน AI, และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความต้องการจริงที่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร
-
มาตรการควบคุมของจีน: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 จีนได้เริ่มบังคับใช้ใบอนุญาตส่งออกเงินฉบับใหม่ ทำให้ปริมาณเงินในตลาดโลกตึงตัวขึ้นทันที
-
ความกังวลเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ (Shutdown): เช่นเดียวกับทองคำ เงินได้รับอานิสงส์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ
3. สรุปภาพรวม
| ข้อมูล | รายละเอียด (27 ม.ค. 2026) |
| ระดับราคาปัจจุบัน | ~$109.30 – $110.00 |
| แนวโน้ม | Bullish (ขาขึ้นรุนแรง) |
| ปัจจัยหนุนหลัก | การขาดแคลนสินค้าจริง (Physical Shortage) + ความอ่อนแอของดอลลาร์ |
ข้อระวัง: > เนื่องจากราคาเงินพุ่งขึ้นกว่า 50% เพียงแค่ในเดือนมกราคมเดือนเดียว ตลาดจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการ “Sell-off” หรือการเทขายทำกำไรอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย หรือมีการประกาศขึ้นอัตรามาร์จิ้น (Margin) จากตลาดฟิวเจอร์สเพิ่มเติมครับ




