“เงินยูโรทรงตัวใกล้ระดับ 1.1450 หลังตัวเลขเศรษฐกิจเยอรมนียืนยันแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวลง” คู่เงิน EUR/USD ขยับบวกเล็กน้อยขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 1.1450 แต่ราคายังคงถูกจำกัดอยู่ใต้จุดสูงสุดของสัปดาห์ก่อนที่บริเวณ 1.1475 โดยตัวเลขเงินเฟ้อเยอรมนีสะท้อนภาพการชะลอตัวในเดือนมิถุนายน ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจตัดสินใจคงดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลงภาพรวมจากความหวังในการเจรจายุติข้อพิพาทกับอิหร่าน
📌 ประเด็นสำคัญจากรายงานข่าว:
-
เงินเฟ้อเยอรมนีขาลงคลายกดดัน ECB: ดัชนีราคาผู้บริโภคฮาร์โมไนซ์ (HICP) ขั้นสุดท้ายของเยอรมนีในเดือนมิถุนายน ชะลอตัวลงสู่ระดับ 2.4% เมื่อเทียบรายปี (YoY) (ลดลงจาก 2.7% ในเดือนพฤษภาคม และจุดสูงสุดที่ 2.9% ในเดือนเมษายน) ส่วนตัวเลขรายเดือนหดตัวลง 0.2% ข้อมูลนี้ชี้ว่าเงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรปกำลังลดความร้อนแรงลง ส่งผลให้ ECB มีแนวโน้มสูงที่จะ “พักการขึ้นดอกเบี้ย” (Pause) ในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้
-
ราคาน้ำมันดีดตัวคอยกดดันค่าเงินยูโร: ความตึงเครียดและการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบทางเรือลดลงฮวบฮาบและดันราคาน้ำมันดิบให้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากยุโรปเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจึงกลายเป็นปัจจัยลบ (Headwind) ที่คอยกดดันและจำกัดการฟื้นตัวของเงินยูโรในสัปดาห์นี้
-
ดอลลาร์พักฐานจากสัญญาณเฟดเสียงแตกและความหวังทางการทูต: เงินดอลลาร์สหรัฐย่อตัวลงมาบ้างหลังจากรายงานประชุมเฟด (FOMC Minutes) เมื่อวันพุธระบุว่าคณะกรรมการเสียงแตกเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น ประกอบกับตลาดมองว่าการตอบโต้ทางทหารในตะวันออกกลางเป็นเพียงการชิงความได้เปรียบเพื่อปูทางสู่การเจรจาในอนาคต ความกลัวในตลาดจึงไม่ได้ลุกลาม ช่วยให้ยูโรไม่ดิ่งลึกไปกว่าเดิม
🔍 ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการลงทุน (Market Insights)
กลไกราคาของคู่เงิน EUR/USD สะท้อนภาพสภาวะ “Divergence & Energy Shock” ดังนี้:
-
Monetary Policy Divergence (นโยบายการเงินที่สวนทาง): เงินเฟ้อเยอรมนีที่ลดลงเหลือ 2.4% กำลังส่งสัญญาณว่ายูโรโซนควบคุมเงินเฟ้อได้ดีขึ้น เปิดทางให้ ECB ผ่อนคลายนโยบายหรือพักการขึ้นดอกเบี้ยได้ ในทางตรงกันข้าม ฝั่งสหรัฐฯ (จากข่าวที่แล้ว) ตลาดยังให้น้ำหนักถึง 85% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ ความแตกต่างด้านแนวโน้มดอกเบี้ย (Fed ยังดุดันกว่า ECB) จึงเป็นกำแพงเหล็กที่ทำให้ EUR/USD วิ่งผ่านแนวต้านสำคัญขึ้นไปได้ยาก
-
Strait of Hormuz & Euro’s Vulnerability (ช่องแคบฮอร์มุซกับจุดอ่อนของยูโร): ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากภัยสงคราม ดุลการค้าของฝั่งยุโรปจะย่ำแย่ลงทันทีเนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เงินยูโรจึงมักจะถูกขายเมื่อมีข่าวการปิดกั้นทางเรือในตะวันออกกลาง แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงภาพรวม แต่น้ำมันที่แพงก็คอยฉุดยูโรไว้เช่นกัน
-
Weekly Consolidation (การสร้างฐานสะสมพลัง): การที่ราคาปิดสัปดาห์แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง (Practically Unchanged) จากราคาเปิดสัปดาห์ สะท้อนว่าปริมาณซื้อและขายอยู่ในจุดสมดุล นักลงทุนสถาบันกำลังรอดูว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะเกิดขึ้นจริงตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวอ้างหรือไม่
📈 แนวรับ – แนวต้านทางเทคนิค (EUR/USD Technical Levels)
วิเคราะห์โครงสร้างราคา EUR/USD ในกรอบเวลาสั้นถึงกลาง:
-
แนวต้านสำคัญ (Resistance):
-
1.1475: แนวต้านสำคัญที่สุดในเวลานี้ (จุดสูงสุดของสองสัปดาห์ที่ผ่านมา) หากตราบใดที่ราคาไม่สามารถปิดแท่งเทียนรายวันเหนือระดับนี้ได้ ภาพรวมจะยังคงเป็นการแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) ในกรอบเดิม
-
1.1500: แนวต้านจิตวิทยาถัดไปหากผ่าน 1.1475 ขึ้นมาได้
-
-
แนวรับสำคัญ (Support):
-
1.1433 – 1.1400: โซนแนวรับและเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (เช่น 20-day EMA) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานรองรับราคาตลอดช่วงการซื้อขายในฝั่งยุโรปและเอเชีย
-
1.1350: แนวรับหลักทางจิตวิทยาในระยะกลาง หากปัจจัยราคาน้ำมันดิบกลับมากดดันอย่างรุนแรง
-
📝 บทสรุปจาก THAIFRX.COM (Conclusion)
“ภาพรวมของคู่เงิน EUR/USD ในวันนี้ตกอยู่ในสภาวะพักฐานสะสมพลัง (Consolidation) อย่างชัดเจน แม้ว่าค่าเงินดอลลาร์จะเผชิญแรงขายทางอ้อม แต่ฝั่งยูโรเองก็ขาดปัจจัยบวกที่จะมาขับเคลื่อนราคา เนื่องจากเงินเฟ้อเยอรมนีที่ลดลงทำให้นักลงทุนคาดว่า ECB จะไม่รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงจากผลกระทบทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวกดดัน ทาง THAIFRX.COM ประเมินว่า ราคา EUR/USD ในคืนวันศุกร์นี้จะยังแกว่งตัวแคบๆ ภายในกรอบ 1.1400 – 1.1475 กลยุทธ์ที่แนะนำคือการตั้งรับซื้อ (Buy on Dips) เมื่อราคาเข้าใกล้กรอบล่างแถว 1.1420 – 1.1430 และไปขายทำกำไรที่แนวต้านใกล้ 1.1470 โดยเน้นจบในวันและเผื่อระยะการตัดขาดทุน (Stop Loss) ใต้ระดับ 1.1390 ครับ”



