Carry Trade เป็นกลยุทธ์การลงทุนในตลาดการเงิน (โดยเฉพาะตลาดเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex) ที่นักลงทุนยืมเงินจากสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ (เรียกว่า Funding Currency) แล้วนำเงินนั้นไปแปลงและลงทุนในสกุลเงินหรือสินทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า (เรียกว่า Target Currency หรือ Investment Asset) เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential หรือ Positive Carry) รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหากเคลื่อนไหวในทิศทางที่เอื้ออำนวย
กลยุทธ์นี้ได้รับความนิยมจากนักลงทุนสถาบัน Hedge Funds และธนาคารขนาดใหญ่ เพราะสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องในช่วงที่ตลาดสงบ (low volatility) แต่มีความเสี่ยงสูงหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
กลไกการทำงานของ Carry Trade (ขั้นตอนละเอียด)
- ยืมเงินในสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนยืมเงินจากประเทศที่มีนโยบายการเงินผ่อนคลาย (ดอกเบี้ยต่ำหรือติดลบ) เช่น ญี่ปุ่น (JPY) หรือสวิตเซอร์แลนด์ (CHF) ในอดีต ค่าดอกเบี้ยที่จ่ายต่ำมาก (ใกล้ 0%)
- แปลงเงินเป็นสกุลเงินเป้าหมาย ขายสกุลเงินที่ยืมมา (เช่น ขาย JPY) เพื่อซื้อสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น AUD (ออสเตรเลีย), NZD (นิวซีแลนด์), USD (สหรัฐฯ), หรือสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น BRL (บราซิล) หรือ TRY (ตุรกี)
- ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง นำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หรือตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ได้รับ “carry” หรือส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิเป็นบวกทุกวัน/เดือน
- ทำกำไรสองต่อ
- Carry Profit: ส่วนต่างดอกเบี้ย (เช่น ยืม JPY ที่ 0.1% ลงทุน USD ที่ 5% → กำไรสุทธิ ~4.9% ต่อปี ก่อนหักค่าใช้จ่าย)
- Currency Appreciation: หากสกุลเงินเป้าหมายแข็งค่า (หรือ funding currency อ่อนค่า) จะมีกำไรเพิ่มจากอัตราแลกเปลี่ยน
ตัวอย่างคลาสสิก: Yen Carry Trade (ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด)
“Yen Carry Trade” เป็นตัวอย่างเด่นที่สุดมานานหลายทศวรรษ เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) รักษาดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์มานานตั้งแต่ยุค 1990s เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ขั้นตอนตัวอย่าง: นักลงทุนยืมเงินเยน (JPY) ดอกเบี้ย ~0-0.1% → ขาย JPY ซื้อ USD → นำ USD ไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ (US Treasury) หรือหุ้นที่ให้ yield ~4-5% → ได้กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย + ถ้า JPY อ่อนค่า (USD/JPY สูงขึ้น) ก็กำไรเพิ่ม
- ทำไมเยนถึงเหมาะเป็น Funding Currency? เยนมีดอกเบี้ยต่ำสุดในโลกมานาน + เป็น Safe-Haven Currency (นักลงทุนหนีไปถือในช่วงวิกฤต) แต่ในช่วงตลาดดี (Risk-On) นักลงทุนจะขายเยนออกมาก → เยนอ่อนค่าเรื้อรัง สนับสนุน carry trade
ความเสี่ยงของ Carry Trade (สำคัญมาก เพราะทำให้กลยุทธ์นี้ “เสี่ยงสูง”)
- ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) ถ้า funding currency แข็งค่ากะทันหัน (เช่น JPY แข็งค่า) นักลงทุนจะขาดทุนหนักเมื่อต้องซื้อคืนเพื่อชำระหนี้ (เช่น USD/JPY ลดลงแรง)
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ถ้าประเทศ funding ขึ้นดอกเบี้ย (เช่น BOJ ขึ้นดอกเบี้ย) หรือประเทศ target ลดดอกเบี้ย (Fed ลดดอกเบี้ย) ส่วนต่างดอกเบี้ยหดตัว → carry trade ไม่คุ้ม
- Carry Trade Unwind (การคลายตำแหน่งพร้อมกัน) เมื่อตลาดผันผวนหรือเกิดวิกฤต นักลงทุนจะรีบปิดตำแหน่งพร้อมกัน: ขายสินทรัพย์ target + ซื้อคืน funding currency → ทำให้ funding currency แข็งค่าแรง (เช่น เยนแข็ง) และตลาดหุ้น/สินทรัพย์เสี่ยงตกหนัก → สร้างวงจรลบ (vicious cycle) ตัวอย่างใหญ่: ปี 2008 (วิกฤตการเงินโลก) และปี 2024-2025 (BOJ เริ่มขึ้นดอกเบี้ย + ตลาดหุ้นตก)
- Leverage Risk Carry trade มักใช้เลเวอเรจสูง (ยืมเงินหลายเท่า) → ขาดทุนเล็กน้อยก็อาจล้างพอร์ตได้
สถานการณ์ Yen Carry Trade ล่าสุด (มกราคม 2026)
ในช่วงต้นปี 2026 Yen Carry Trade ยังคงมีอยู่แต่ไม่รุนแรงเท่าช่วง 2022-2024 เพราะ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยมาบ้าง (ปัจจุบัน ~0.75%) และยังคง hold rates ต่อเนื่อง เยนยังอ่อนค่า (USD/JPY แถว 155-159) แต่ทางการญี่ปุ่นมีการแทรกแซง (intervention) บ่อยขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อ่อนเกินไป นักวิเคราะห์มองว่า carry trade unwind เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual) ไม่ใช่วิกฤตใหญ่ และขนาดตำแหน่งโดยรวมไม่ถึงระดับ trillions ดอลลาร์อย่างที่บางคนกลัว







