โอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยพุ่งแตะ 90% หลังราคาเงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนปรับตัวขึ้นรุนแรง
รายงานตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดชี้ว่า ราคารายเดือนปรับตัวขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ในเดือนสิงหาคม เพิ่มน้ำหนักความน่าจะเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ขณะที่การรีบาวด์ของราคาน้ำมันดิบกลับสู่ระดับ $100 ต่อบาร์เรลยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับภาพรวมเศรษฐกิจ
เมื่อตัดราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนออก ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.2% ส่วนอัตราเมื่อเทียบรายปี (YoY) อยู่ที่ 2.4% ตามคาดการณ์ และลดลง 0.1% จากเดือนกุมภาพันธ์/กรกฎาคม ขณะที่ Headline CPI รายปีขยายตัว 3.4% ตามคาด และปรับเพิ่มขึ้น 0.4% MoM
Stephen Brown หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกาเหนือจาก Capital Economics ระบุว่า “การปรับขึ้นเหนือคาดของ Core CPI ในเดือนสิงหาคม เป็นสัญญาณชัดเจนว่า Fed พร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า” ส่งผลให้ข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่าขณะนี้ตลาดให้น้ำหนักถึง 90% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้
ข้อมูลเงินเฟ้อลอยตัวสูงเกินเป้าหมาย 2% มานานกว่า 5 ปีครึ่ง ทำให้บรรดากรรมการ Fed สายเหยี่ยว (Hawkish) อย่าง Beth Hammack ประธาน Fed สาขาคลีฟแลนด์ และ Lorie Logan ประธาน Fed สาขาดัลลัส ได้รับปัจจัยสนับสนุนอย่างเต็มที่ว่าเงินเฟ้อกระจายตัวเป็นวงกว้างและจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อยับยั้ง นอกจากนี้ ตัวเลข 0.3% MoM ยังทะลุเพดานเงื่อนไขของ Christopher Waller ผู้ว่าการ Fed สายกลางที่เคยระบุไว้ว่าต้องการเห็น Core CPI ทรงตัวที่ 0.2% เพื่อคงอัตราดอกเบี้ย
ทางด้าน Capital Economics ประเมินว่าดัชนี Core PCE (มาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญสูงสุด) ประจำเดือนสิงหาคมมีแนวโน้มขยับขึ้นแตะ 0.27% MoM ซึ่งจะส่งผลให้อัตรา Core PCE รายปีขยับขึ้นจาก 3.3% เป็น 3.4% ตอกย้ำว่าเงินเฟ้อกำลังเคลื่อนที่ผิดทิศทาง
นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบแตะระดับ $100/บาร์เรล จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม ยังกลายเป็น “Oil Shock” ระลอกใหม่ ซึ่ง Joseph Brusuelas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก RSM ชี้ว่า Fed จำเป็นต้อง “ฉีกตำราเดิม” ที่เคยเมินเฉยต่อ Shock ฝั่งอุปทานชั่วคราว เนื่องจากแรงกดดันฝั่งอุปทานเกิดขึ้นต่อเนื่องและเรื้อรังมานานเกินกว่าจะมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวได้อีกต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติม & วิเคราะห์ตลาด (Market Insights)
-
โอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งแตะ 90% (Near-Certain Rate Hike): รายงาน Core CPI ที่ระดับ 0.3% MoM ถือเป็นชนวนล้มกระดานสายพิราบ (Doves) โดยสมบูรณ์ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวบีบให้กรรมการสายกลางอย่าง Christopher Waller ต้องเปลี่ยนมติมาสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 กันยายนนี้ร่วมกับสายเหยี่ยว
-
วิกฤตพลังงานดิบ $100 ดันความเสี่ยง Stagflation: ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่รีบาวด์พุ่งทะลุ $100/บาร์เรล จากเหตุการณ์ปะทะในช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Cost-push Inflation) ทำให้ Fed ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) หลุดรอดการควบคุม
-
ผลกระทบต่อสินทรัพย์การเงิน:
-
USD Index (DXY) & US Bond Yields: ได้รับแรงหนุนพุ่งขึ้นแข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขยับขึ้นสะท้อนคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย
-
Gold (XAU/USD): เผชิญแรงกดดันฝั่งขายชั่วคราวจากโอกาสขึ้นดอกเบี้ยที่พุ่งแตะ 90% แต่แรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงสงครามและเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันยังช่วยค้ำพยุงบริเวณแนวรับสำคัญ
-
บทสรุปจาก THAIFRX.COM
รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่พุ่งขึ้น 0.3% MoM เหนือคาดการณ์ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะ $100 ต่อบาร์เรล ได้กลายเป็นตัวชี้ขาดสำคัญที่ดันโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนนี้ทะยานสูงถึง 90% ตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นกดดันให้กรรมการสายกลางของ Fed ต้องหันมาหนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินร่วมกับสายเหยี่ยว ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงและทองคำในระยะสั้น



