ข้อมูลอัปเดตล่าสุด ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ยืนยันว่าตลาดโลหะเงิน (Silver) เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า “วันวิปโยค” โดยราคาดิ่งลงรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 46 ปี (นับตั้งแต่ปี 1980)
สรุปสถานการณ์และสาเหตุที่ทำให้ราคาเงิน “ถล่ม” มีดังนี้ครับ:
1. สถิติการร่วงลงที่น่าตกใจ
-
Worst Day since 1980: ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 ราคาแร่เงิน (Silver Futures) ดิ่งลงสูงสุดถึง 36% ในระหว่างวัน ก่อนจะปิดตลาดด้วยการลบไปประมาณ 26-30% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ “Silver Thursday” ในปี 1980
-
ต่อเนื่องถึงสัปดาห์ใหม่: ในวันนี้ (2 ก.พ.) ราคายังคงไหลลงต่ออีกประมาณ 7-12% ลงไปเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ $72 ต่อออนซ์ (จากที่เคยพุ่งแตะจุดสูงสุดเหนือ $120 เมื่อสัปดาห์ก่อน)
2. สาเหตุหลักของปรากฏการณ์ “Silver Crash”
-
The “Warsh” Effect: การที่ทรัมป์เสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธาน Fed คนใหม่ เป็นตัวจุดชนวนหลัก เพราะตลาดมองว่าเขาจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์พุ่งขึ้นและทำลายเสน่ห์ของโลหะมีค่า
-
Margin Hike (การเรียกวางหลักประกันเพิ่ม): ตลาดล่วงหน้า CME Group ประกาศเพิ่มค่าหลักประกัน (Maintenance Margin) ของแร่เงินขึ้นถึง 36% แบบกะทันหัน ส่งผลให้เทรดเดอร์ที่ใช้ Leverage สูงถูกบังคับขาย (Forced Liquidation) ออกมาเป็นโดมิโน
-
Crowded Trade: ก่อนหน้านี้ตลาดแร่เงิน “ร้อนแรงเกินไป” (Overbought) โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรมหาศาลจากนักลงทุนรายย่อยและกองทุนในจีน เมื่อราคาเริ่มเสียทรง ทุกคนจึง “แห่กันไปที่ประตูทางออก” พร้อม ๆ กัน (Every man and his dog rushing for the exit)
3. ผลกระทบต่อภาพรวม
| รายการ | รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง |
| ความผันผวน | ราคาเหวี่ยงจากจุดสูงสุด $121 ลงมาต่ำกว่า $72 ภายในเวลาไม่กี่วัน |
| ตลาดหุ้น | หุ้นกลุ่มเหมืองแร่เงิน (เช่น SILJ) ร่วงระนาว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นโลก |
| ความเชื่อมั่น | นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการ “ระเบิดของฟองสบู่การเก็งกำไร” มากกว่าการเปลี่ยนพื้นฐานอุตสาหกรรม |
มุมมองนักวิเคราะห์: แม้ราคาจะดิ่งแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก UBS และ OCBC ยังมองว่าปัจจัยพื้นฐาน (เช่น การใช้ในอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า) ยังคงแข็งแกร่ง การร่วงลงครั้งนี้คือการ “ล้างไพ่” นักเก็งกำไรระยะสั้นออกไป





