ถอดความเนื้อหาข่าว: วิกฤตน้ำมันอิหร่านปลุกความกลัวซ้ำรอยวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 — แต่ทำไมประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอย
รายงานข่าวระบุว่า แม้ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งกับอิหร่าน จนหลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตการเงินปี 2540 (ต้มยำกุ้ง) แต่เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีปัจจัยพื้นฐานที่ต่างออกไป ดังนี้:
จุดที่น่ากังวล (ความคล้ายคลึงกับปี 2540)
-
ค่าเงินอ่อนค่า: สกุลเงินในเอเชียเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เสี่ยงต่อการที่เงินทุนไหลออก
-
ต้นทุนพลังงานพุ่ง: รัฐบาลหลายประเทศต้องงัดมาตรการฉุกเฉินมาใช้ เช่น ไทย เริ่มมีการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วน ฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ
-
เงินเฟ้อและขาดดุลการค้า: การขาดดุลการค้าที่กว้างขึ้นและความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้บรรยากาศคล้ายกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 40
ทำไมครั้งนี้จึง “ต่างออกไป”
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการเงินของเอเชียมีความแข็งแกร่งขึ้นมากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา:
-
ช็อกทางกายภาพ ไม่ใช่ช็อกทางการเงิน:
-
วิกฤตปี 2540 คือการที่เงินทุนไหลออกจากระบบธนาคารอย่างกะทันหัน (Financial Shock)
-
วิกฤตปัจจุบันคือ “อุปทานขาดแคลน” (Supply Shock) จากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันโดยตรง แต่ระบบการเงินยังทำงานได้ปกติ
-
-
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง:
-
หลายประเทศมีทุนสำรองมหาศาลไว้รับแรงกระแทก เช่น เกาหลีใต้ มีทุนสำรองกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ (เทียบกับปี 40 ที่มีเพียง 3-4 หมื่นล้าน) ส่วน อินเดีย มีประมาณ 6.88 แสนล้านดอลลาร์
-
-
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่น:
-
ในปี 2540 หลายประเทศใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed Exchange Rate) ทำให้ถูกโจมตีค่าเงินจนทุนสำรองหมด
-
ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ระบบลอยตัว ซึ่งช่วยให้ค่าเงินปรับตัวตามกลไกตลาด และลดความจำเป็นที่ธนาคารกลางต้องทุ่มเงินสำรองเพื่อปกป้องค่าเงิน
-
ความเสี่ยงที่แท้จริงในปัจจุบัน: Stagflation
แม้ระบบการเงินจะไม่ล่มสลาย แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนเรื่องภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง) โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือ:
-
พื้นที่ทางการคลังจำกัด: รัฐบาลมีหนี้สาธารณะสูงกว่าปี 2540 ทำให้มีงบประมาณในการอุดหนุนราคาพลังงานหรือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง
-
อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เปราะบางที่สุด: เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันสูงและมีงบประมาณอุดหนุนจำกัด โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ตั้งงบประมาณบนฐานราคาน้ำมันที่ $70 ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาพุ่งไปเกือบ $100
สรุป: ประวัติศาสตร์อาจไม่ซ้ำรอยในแง่ของการล่มสลายของระบบธนาคาร แต่เอเชียกำลังเผชิญกับบททดสอบใหม่ในด้านความมั่นคงทางพลังงานและภาระหนี้สาธารณะที่อาจฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว





