สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ WTI ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2026) ยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูงใกล้ $67.00 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 6 เดือน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากความกังวลด้านอุปทาน (Supply Disruption) ดังนี้ครับ:
ปัจจัยที่ดันราคาสูงขึ้น
-
ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน: ตลาดกำลังจับตาการเจรจานิวเคลียร์ที่กรุงเจนีวาอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ความล้มเหลวในการเจรจาช่วงก่อนหน้าทำให้เกิดความกังวลเรื่องการเผชิญหน้าทางทหาร โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตือนอิหร่านถึง “วันที่เลวร้าย” หากข้อตกลงไม่บรรลุผล
-
ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่านได้ทำการซ้อมรบและปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วน ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญถึง 20% ของโลก (ประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันดิบอาจหยุดชะงัก
-
คลังน้ำมันสำรองสหรัฐฯ ลดลง: ข้อมูลล่าสุดจาก EIA แสดงให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงเกินคาดถึง 9 ล้านบาร์เรล (สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น) ซึ่งช่วยหนุนราคาให้ยืนอยู่เหนือระดับแนวรับสำคัญได้
ปัจจัยที่เบรกราคาไว้ (Tempers the rally)
-
กำแพงภาษี 15% ใหม่: การประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ของสหรัฐฯ เริ่มสร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้พลังงาน (Demand) ในอนาคต
-
คาดการณ์อุปทานส่วนเกิน: แม้จะมีความตึงเครียด แต่หน่วยงานอย่าง EIA คาดการณ์ว่าในปี 2026 นี้ การผลิตน้ำมันโลกจะยังคงเติบโตเร็วกว่าความต้องการใช้ ซึ่งอาจทำให้ราคากลับมาอ่อนตัวลงได้หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย
วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical View)
| ระดับราคา | ความสำคัญ |
| $67.00 – $67.23 | แนวต้านสำคัญ: จุดสูงสุดในรอบ 6 เดือน หากผ่านได้เป้าหมายถัดไปคือ $70.00 |
| $66.50 | ระดับปัจจุบัน: ราคากำลังทดสอบแนวต้านนี้อย่างต่อเนื่อง |
| $65.00 / $63.80 | แนวรับ: เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (200-day SMA) อยู่แถว $62.20 เป็นฐานที่แข็งแกร่ง |
สรุป: ราคาน้ำมันดิบตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย “เบี้ยความเสี่ยงจากสงคราม” (War Premium) เป็นหลักครับ หากการเจรจาในวันพฤหัสบดีนี้ (26 ก.พ.) มีสัญญาณบวก ราคาอาจร่วงลงอย่างรวดเร็ว (Correction) แต่ถ้าสถานการณ์แย่ลง มีโอกาสเห็นน้ำมันแตะ $70 ได้ไม่ยาก



