บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Rabobank (6 มีนาคม 2026) ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ เนื่องจาก “ภาวะช็อกด้านพลังงาน” (Energy Shock) จากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
ประเด็นสำคัญจาก Rabobank: จุดเปลี่ยนของยูโรโซน
-
เงินเฟ้อที่ฝังรากลึก (Persistent Inflation): Rabobank ระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent (ทะลุ $80 และ $90 ตามลำดับ) จะทำให้เงินเฟ้อในยูโรโซนไม่ลดลงตามเป้าหมายของ ECB โดยคาดว่า CPI จะทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด เนื่องจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
-
การเติบโตที่ชะลอตัว (Growth Stagnation): ผลกระทบจากราคาพลังงานกำลังกัดเซาะกำลังซื้อของผู้บริโภคและเพิ่มต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเยอรมนีและฝรั่งเศส Rabobank จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ของยูโรโซนในปี 2026 ลงสู่ระดับ 0.4% (จากเดิม 0.9%) สะท้อนความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย
-
ความท้าทายของ ECB: ธนาคารกลางยุโรปกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่หากลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงการเติบโต ค่าเงินยูโรจะอ่อนแอลงและยิ่งดันเงินเฟ้อนำเข้า (Imported Inflation) ให้สูงขึ้นไปอีก
ผลกระทบต่อค่าเงินยูโร (EUR/USD)
สรุปและสิ่งที่ต้องจับตา
-
วิกฤตพลังงาน: หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ยูโรโซนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
-
นโยบายการเงิน: ติดตามการประชุม ECB ในสัปดาห์หน้า ซึ่ง Rabobank คาดว่าจะมีท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้น (Dovish Tone) เนื่องจากกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ
มุมมองนักวิเคราะห์: ยูโรโซนกำลังเผชิญกับสภาวะ “Stagflation” (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจหยุดนิ่ง) ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อค่าเงินยูโรในระยะยาวครับ





