ดัชนีดอลลาร์ (DXY) และค่าเงินเยน (USD/JPY) ไม่ได้เคลื่อนไหวเหมือนกันเสมอไป แม้ว่าปกติจะมีความสัมพันธ์เชิงบวก (positive correlation) สูงก็ตาม เพราะใน DXY มีน้ำหนักของเงินเยนอยู่ประมาณ 13.6% (ส่วนที่เหลือหลัก ๆ คือ EUR 57.6%, GBP, CAD ฯลฯ)
ความสัมพันธ์ปกติ
- เมื่อ DXY อ่อนค่า → หมายถึง USD อ่อนค่าโดยรวมเทียบกับตะกร้าเงินหลัก
- ปกติ USD/JPY จะลดลง (เงินเยนแข็งค่า) ตามไปด้วย เพราะเยนเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้า
แต่ในหลายช่วง (โดยเฉพาะปี 2024-2026) เรามักเห็น DXY อ่อนค่า แต่ USD/JPY ยังสูงหรือเพิ่มขึ้น (เงินเยนอ่อนค่า) นี่คือเหตุผลหลัก:
- ความแตกต่างของ (Interest Rate Differential) สหรัฐฯ (Fed) ยังคงดอกเบี้ยสูงนานกว่า (แม้เริ่มลดบ้าง) ในขณะที่ญี่ปุ่น (BOJ) ขึ้นดอกเบี้ยช้ามากและยังคงนโยบายผ่อนคลาย → นักลงทุนยืมเงินเยนดอกเบี้ยต่ำ (borrow yen) ไปลงทุนในสินทรัพย์ USD ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (carry trade) ทำให้ขายเยน ซื้อ USD จำนวนมาก → เยนอ่อนค่า แม้ USD จะอ่อนเทียบเงินอื่น
- เยนเป็น “Funding Currency” ใน Carry Trade เยนถูกใช้เป็นเงินกู้ยืมในตลาดโลกมานาน → เมื่อตลาดมีความเสี่ยงต่ำ (risk-on) นักลงทุนยิ่ง borrow yen มาก → เยนอ่อนหนัก แม้ USD โดยรวมจะไม่แข็งมาก
- เยนเป็น Safe-Haven Currency ที่อ่อนตัวในช่วง Risk-On ปกติเยนแข็งเมื่อตลาดกลัว (risk-off) แต่เมื่อตลาดหุ้นขึ้น ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดี (เช่น ปี 2025-ต้น 2026) เยนจะอ่อน → แตกต่างจากเงิน safe-haven อื่นอย่าง CHF ที่อาจแข็งตาม
- น้ำหนักเยนใน DXY ไม่สูงมาก ถ้าเยนอ่อนค่ามากกว่าส่วนอื่นในตะกร้า (outlier) → USD จะแข็งเทียบเยนโดยเฉพาะ (USD/JPY สูง) แม้ DXY โดยรวมอ่อนลง เพราะ EUR หรือ GBP แข็งกว่าชดเชย
สถานการณ์ล่าสุด (มกราคม 2026)
- DXY อ่อนค่าลงมาที่ประมาณ 97.4-97.5 (ลดจากต้นเดือน ~99-100) จากคาดการณ์ Fed ลดดอกเบี้ยและตลาด risk-on
- USD/JPY ล่าสุดอยู่แถว 155-156 (ลดลง sharply จาก 158-159 เมื่อสัปดาห์ก่อน) เพราะมีสัญญาณ rate check หรือ intervention จากทางการญี่ปุ่น ทำให้เยนแข็งขึ้นกะทันหัน





