“ทองคำดิ่งลงต่อเนื่อง หลังความกังวลเงินเฟ้อฟื้นตัวบดบังปัจจัยหนุนดอลลาร์อ่อนค่าและคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ยที่แผ่วลง”
-
ราคาทองคำ (XAU/USD) เผชิญแรงเทขายเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยร่วงลงสู่ระดับ 4,124 – 4,125 ดอลลาร์ในช่วงเซสชันเอเชียวันอังคาร แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของสหรัฐฯ จะออกมาอ่อนแอจนทำให้ตลาดปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลง แต่การที่ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นจากความตึงเครียดรอบใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ได้กระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อให้กลับมาอีกครั้ง ปัจจัยนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) พุ่งขึ้น และกดดันให้เม็ดเงินไหลออกจากทองคำที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมและบทวิเคราะห์เชิงลึก (Market Insights)
1. ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Drivers)
-
ความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซกดดันทองคำทางอ้อม: สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเตหะราน (อิหร่าน) พยายามเข้ามาควบคุมน่านน้ำและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่ง โดยอ้างว่าเป็นค่าดูแลความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการคัดค้านอย่างรุนแรงจากสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานล่าสุดที่เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดปริศนาได้ส่งผลให้ดีลสันติภาพที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านสั่นคลอน ข่าวดังกล่าวหนุนราคาน้ำมันดิบให้พุ่งขึ้น ซึ่งในมุมมองของตลาด น้ำมันที่แพงขึ้นคือตัวเร่งเงินเฟ้อ ส่งผลให้บอนด์ยิลด์ดีดตัวกดดันราคาทองคำโดยตรง
-
เฟดหมดความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยดุดัน: ฝั่งปัจจัยหนุนทองคำ (ที่ช่วยจำกัดขาลงไว้) คือตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนที่ขยายตัวลดลง ทำให้นักลงทุนปรับลดคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขึ้น 1-2 ครั้ง เหลือเพียง 0-1 ครั้งเท่านั้น สอดคล้องกับดัชนี ISM Services PMI ที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 54.0
-
ตลาดรอรายงาน FOMC Minutes: นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังในการวางสถานะก้อนใหญ่ และเลือกที่จะรอดูการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) ในวันพุธนี้ เพื่อหาทิศทางนโยบายการเงินที่ชัดเจนขึ้น
2. มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)
-
ติดอยู่ในกรอบแนวโน้มขาลง (Descending Channel): ในภาพรวมระยะสั้นถึงกลาง ทองคำยังคงเคลื่อนไหวภายใต้โครงสร้างสัญญานหมี (Bearish Bias) ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA) ที่ $4,489.97 และยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบทางช่องขนานขาลง
-
สัญญานอินดิเคเตอร์ขัดแย้งกัน: แม้ว่าอินดิเคเตอร์ MACD จะเริ่มพลิกกลับมาตัดขึ้นเป็นบวก (Positive Histogram) แสดงถึงแรงซื้อที่พยายามฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของปี (YTD Low) เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ดัชนี RSI ที่ระดับ 44.16 ซึ่งยังต่ำกว่าเส้น 50 ยืนยันว่าฝั่งผู้ขาย (Bears) ยังคงเป็นผู้ควบคุมแนวโน้มหลักในเวลานี้
📈 ตารางสรุปแนวรับ – แนวต้าน (Support & Resistance)
| ระดับสำคัญ | ราคา (USD/Ounce) | รายละเอียดทางเทคนิค / นัยสำคัญ |
| แนวต้าน 2 | 4,489.97 |
เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (200-day SMA) ด่านเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาว |
| แนวต้าน 1 | 4,296.64 |
ขอบบนของกรอบราคาขาลง (Descending Channel Top) |
| ราคาปัจจุบัน | 4,124.50 |
(ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในเซสชันเอเชีย) |
| แนวรับ 1 | 4,100.00 |
แนวรับจิตวิทยาระยะสั้น (จุดวัดใจด่านแรก) |
| แนวรับ 2 | 3,844.34 |
ขอบล่างของกรอบราคาขาลง (Channel Bottom) แนวรับแข็งแกร่ง |
| แนวรับสำคัญ | 3,750.00 |
โซนแนวรับใหญ่ทางโครงสร้างราคาเดิม |
🎯 บทสรุปสำหรับนักเทรด (Trader’s Conclusion)
“เทรนด์หลักยังเป็นขาลง แนะนำเน้นฝั่ง Sell เมื่อเด้งชนแนวต้าน หรือรอซื้อเมื่อหลุดเข้าเขตแนวรับใหญ่”
แม้ว่าดอลลาร์จะไม่ได้แข็งค่ามากนัก แต่การพุ่งขึ้นของบอนด์ยิลด์จากความกลัวเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่เป็นปัจจัยลบที่กดดันทองคำอย่างชัดเจน ทำให้การฟื้นตัวสัปดาห์ก่อนเริ่มหมดแรง
กลยุทธ์ฝั่ง Sell (Short): เนื่องจากราคายังอยู่ใต้กรอบ Descending Channel กลยุทธ์ที่ได้เปรียบคือ “เด้ง Sell” (Short on Rallies) หากราคาขยับขึ้นทดสอบแนวต้านย่อยระหว่างวันแต่ไม่ผ่าน หรือหากราคาหลุดต่ำกว่าระดับ
$4,100สามารถ Follow Sell สั้น ๆ ตามไป โดยมีเป้าหมายทำกำไรถัดไปที่โซน$3,844กลยุทธ์ฝั่ง Buy (Long): แนะนำให้ชะลอการเข้าซื้อสวนเทรนด์ ควรรอให้ราคาสะสมพลังและส่งสัญญาณกลับตัวบริเวณแนวรับสำคัญจิตวิทยาแถว
$4,100หรือลงไปลึกแถวขอบล่างของกรอบขาลงบริเวณ$3,844ซึ่งเป็นจุดที่มีแต้มต่อ (Risk/Reward Ratio) คุ้มค่ากว่าในการเก็งกำไรฝั่งขาขึ้น



