บทวิเคราะห์จาก Danske Bank (ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026) ระบุว่าความตึงเครียดเรื่องสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ ได้กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ข้อตกลงทางการค้าที่เคยทำไว้ต้องหยุดชะงักลงครับ
ประเด็นสำคัญจาก Danske Bank และสถานการณ์ล่าสุด:
-
จุดเปลี่ยนจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ: เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ. 2026) ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้สั่งยกเลิกการใช้อำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) ของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักที่สหรัฐฯ ใช้ในการเจรจาข้อตกลง “Turnberry Deal” กับยุโรปเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
-
การตอบโต้ด้วยภาษี 15% ทั่วโลก: เพื่อแก้เกมคำตัดสินของศาล ทรัมป์ได้ประกาศใช้กฎหมายมาตรา 122 (Trade Act 1974) เพื่อเก็บภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก (Global Tariff) แทน ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้ (24 ก.พ. 2026) ส่งผลให้ภาษีที่ยุโรปต้องจ่ายพุ่งสูงเกินกว่าเพดานที่เคยตกลงกันไว้
-
EU สั่งระงับข้อตกลง (Setback): ในวันนี้ รัฐสภายุโรปได้ประกาศ “ระงับ (Pause)” กระบวนการให้สัตยาบันและขั้นตอนทางกฎหมายของข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ทันที โดยให้เหตุผลว่าขาดความชัดเจนและความแน่นอนทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า “ข้อตกลงก็คือข้อตกลง (A deal is a deal)” และสหรัฐฯ กำลังละเมิดคำมั่นสัญญา
-
มุมมองของ Danske Bank:
-
ความไม่แน่นอนพุ่งสูง: นักวิเคราะห์มองว่าความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง ความพยายามที่จะสร้างความเสถียรและความคาดหมายได้ (predictability) พังทลายลง
-
ผลกระทบต่อค่าเงิน: สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในเชิงลบ เนื่องจากความสับสนในนโยบาย ในขณะที่เงินยูโร (EUR) ได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากตัวเลขเศรษฐกิจ (PMI) ในประเทศที่ดีเกินคาด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหากความขัดแย้งนี้บานปลายไปสู่การตั้งกำแพงภาษีโต้ตอบกัน (Tit-for-tat)
-



