“สหรัฐฯ เปิดฉากปูพรมถล่มอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่สอง ตอกย้ำความตึงเครียดซ้ำรอยเหนือช่องแคบฮอร์มุซ” กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ใส่เป้าหมายทางทหารในอิหร่านยาวนานหลายชั่วโมง หลังจากเพิ่งปูพรมถล่มครั้งใหญ่ไปก่อนหน้า ขณะที่ฝั่งกรุงเตหะรานได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้ใส่ชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียตลอดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานขึ้นทันที
📌 ประเด็นสำคัญจากรายงานข่าว:
-
การโจมตียืดเยื้อคืนที่สอง: กองทัพสหรัฐฯ ยกระดับปฏิบัติการทางทหารด้วยการส่งฝูงบินรบถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่สองติดต่อกัน เพื่อทำลายระบบสอดแนม คลังเก็บโดรน และฐานต่อต้านอากาศยาน
-
ชนวนเหตุที่ช่องแคบฮอร์มุซ: โฆษกกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการตอบหนนี้เกิดขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้เปิดฉากยิงใส่เรือพาณิชย์อีกลำในน่านน้ำดังกล่าว พร้อมทั้งมีการเคลมสถานะการเดินเรือที่ขัดแย้งกัน (ฝั่งอิหร่านประกาศปิดช่องแคบ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่ายังเปิดอยู่ภายใต้การคุ้มกันของสหรัฐฯ)
-
ชาติพันธมิตรตะวันออกกลางโดนลูกหลง: พันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค (รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน) ตกเป็นเป้าหมายขีปนาวุธและโดรนจากฝั่งอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการซ้ำเติมรอยร้าวทางการทูตให้แตกหักโดยสิ้นเชิง
-
ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรง: ข่าวการเผชิญหน้าทางทหารและข่าวลือเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันให้ราคาน้ำมันดิบทั้งสัญญา Brent และ WTI พุ่งกระฉูดขึ้นทันทีมากกว่า 3% ในช่วงเปิดตลาด
🔍 ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการลงทุน (Market Insights)
เหตุการณ์ “Tit-for-Tat” (ตาต่อตา ฟันต่อฟัน) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาฝั่ง Risk-off ของตลาดการเงินในเช้าวันจันทร์นี้อย่างรุนแรง:
-
The “Strait of Hormuz” Premium (ค่าความเสี่ยงน้ำมันดีดตัว): ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของความต้องการโลก การที่อิหร่านขู่ปิดและเข้าโจมตีเรือพาณิชย์ ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นยืนเหนือระดับ $78.40-$78.60 ต่อบาร์เรล และ WTI พุ่งเฉียด $74.00 ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานที่ตึงตัวขึ้นกะทันหันนี้ จะส่งผลลบโดยตรง (Bearish) ต่อค่าเงินยูโร (EUR) และเงินเยน (JPY) เนื่องจากทั้งสองภูมิภาคพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูงมาก
-
Dollar Smile Structure Activated (ดอลลาร์ฟื้นตัวในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย): สัญญาณคลายความกังวล (Risk-on) เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วที่ฉุดให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญ 100.60 ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ภาพถ่ายดาวเทียมฐานนิวเคลียร์จาก CNN ประกอบกับการโจมตีคืนที่สองของสหรัฐฯ บีบให้นักลงทุนสถาบันต้องพากันโยกย้ายเม็ดเงินกลับเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในฐานะ Safe-Haven ส่งผลให้ DXY รีบาวด์ดีดกลับข้ามแนว 101.00 ได้อย่างรวดเร็วในช่วงเปิดตลาดเช้านี้
📈 แนวรับ – แนวต้านสำคัญประจำวัน (Key Trading Levels)
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY):
-
แนวต้าน: 101.20 / 101.80 (เป้าหมายการรีบาวด์รับข่าวสงคราม)
-
แนวรับ: 100.60 (ฐานแนวรับเดิมในรอบ 3 สัปดาห์ที่ยังคงเหนียวแน่น)
ราคาทองคำ (XAU/USD):
-
แนวต้าน: $4,156.03 (แนวต้านโครงสร้างหลักประจำสัปดาห์) / $4,200
-
แนวรับ: $4,050 – $4,000 (โซนฐานราคาจิตวิทยา)
📝 บทสรุปจาก THAIFRX.COM (Conclusion)
“สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นคืนที่สองติดต่อกัน ได้เป่าสลายความหวังในบันทึกความเข้าใจ (MoU) สันติภาพทิ้งไปจนหมดสิ้น ทาง THAIFRX.COM ประเมินว่า การเปิดตลาดในสัปดาห์นี้จะเป็นสภาวะ ‘ตลาดตื่นตระหนกเสพข่าวสงคราม’ (Geopolitical Shocks) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลให้ เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และ ราคาทองคำ (XAU/USD) กอดคอปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น 3% จะสร้างแรงกดดันหนัก (Headwind) ต่อสกุลเงิน EUR และ JPY
กลยุทธ์การเทรดที่แนะนำ:
หลีกเลี่ยงการเปิด Buy ยูโร (EUR/USD) หรือเจแปนเยน (USD/JPY): เนื่องจากโครงสร้างพลังงานเสียเปรียบ
เน้นย่อซื้อ (Buy on Dips) ในฝั่งทองคำ (XAU/USD): โดยจับตาการทดสอบแนวต้าน $4,156.03 เป็นสำคัญ หากยืนเหนือระดับนี้ได้ โมเมนตัมขาลงในอดีตจะสิ้นสุดลงทันที และเปลี่ยนเป็นขาขึ้นระยะสั้นแทนครับ”**



