ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ (6 มีนาคม 2026) โดยพยายามทรงตัวเหนือระดับ $79.00 – $80.00 ต่อบาร์เรล หลังจากทำสถิติพุ่งขึ้นรายสัปดาห์สูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงกว้างจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกครับ
วิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันดิบ WTI (6 มีนาคม 2026)
-
วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ: การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกเกือบจะหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง หลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศขู่โจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านเส้นทางนี้ เพื่อตอบโต้ที่เรือรบของตนถูกจม
-
การพุ่งขึ้นของราคาสูงสุดในรอบ 20 เดือน: ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 8.5% ภายในวันเดียวเมื่อวานนี้ (สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020) ไปแตะระดับเหนือ $81.00 ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับปัจจุบันใกล้ $80.50 ในช่วงบ่ายวันนี้
-
มาตรการแทรกแซงจากสหรัฐฯ: รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณามาตรการเพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงการระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) และการส่งกองเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาเริ่มชะลอการบวกในวันนี้ครับ
ระดับราคาเทคนิคและแนวโน้ม (WTI)
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
-
รายงาน NFP สหรัฐฯ (20:30 น.): หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด ดอลลาร์จะแข็งค่าและอาจกดดันราคาน้ำมันในระยะสั้น
-
สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย: หากมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหรือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพิ่มเติม ราคาน้ำมันมีโอกาส “Gap Up” พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันที
-
คลังน้ำมันสำรอง (EIA): รายงานล่าสุดพบว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวที่ช่วยชะลอความร้อนแรงของราคาไว้ได้บ้างในขณะนี้
สรุป: ราคาน้ำมันยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่รุนแรง (Strong Uptrend) ตราบใดที่ปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายครับ





