“ทรัมป์อ้างสงครามอิหร่านยุติลงแล้ว ‘เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย’ คาดว่าจะลงนามได้ใน ‘ไม่กี่วันข้างหน้า‘”
-
การกลับลำครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social และแถลงในห้องทำงานรูปไข่ว่า สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านแล้ว โดยเหลือเพียงขั้นตอน “ปิดจ็อบเอกสารสุดท้าย” พร้อมคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการภายในไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ สั่งยกเลิกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดใส่อิหร่าน ที่กำหนดไว้ในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีทันที
-
การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ทรัมป์ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลกและถูกปิดไปก่อนหน้านี้ จะเปิดให้สัญจรได้ทันทีที่ข้อตกลงนี้ถูกลงนาม อย่างไรก็ตาม มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) บริเวณอ่าวโอมานจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์
-
มุมมองที่ขัดแย้งจากฝั่งอิหร่าน: สื่อของรัฐบาลอิหร่าน (Fars) รายงานสวนทางในทันที โดยระบุว่าเทหรานยังไม่ได้อนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ใดๆ กับสหรัฐฯ และมองว่าการเคลื่อนไหวของทรัมป์เป็นเพียง “การล่าถอยเชิงกลยุทธ์” (Tactical retreat) หลังจากสหรัฐฯ ไม่สามารถกดดันข้อเรียกร้องใหม่ๆ ในร่างสัญญาได้ จนต้องยอมถอยกลับมาใช้ข้อความเดิมที่อิหร่านเคยเสนอไว้
-
ปฏิกิริยาของตลาดทันทีหลังข่าวออก: ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง (Stock indexes soared) ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงทันที (Oil prices sank) เนื่องจากตลาดคลายความกังวลเรื่องวิกฤตอุปทานน้ำมันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมและมุมมองตลาด (Market Insights)
ข่าวดังกล่าวถือเป็นปัจจัย “ช็อกตลาด” (Market Shock) ที่ทำให้สินทรัพย์ต่างๆ วิ่งกลับทิศทาง (U-turn) จากสัปดาห์ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง:
-
ราคาน้ำมันดิบ (WTI / Brent): จากเดิมที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวการหยุดยิงและการเตรียมเปิดช่องแคบนี้ทำให้แรงเก็งกำไรฝั่งขาขึ้น (Bullish Premium) หายไปทันที ส่งผลให้น้ำมันเกิดแรงเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง
-
ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และ ทองคำ (XAU/USD): เมื่อความเสี่ยงของสงครามเต็มรูปแบบลดลง ความต้องการถือครองดอลลาร์และทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) จึงลดระดับความร้อนแรงลงชั่วคราว ทว่าทองคำอาจได้อานิสงส์เชิงบวกสลับจากการที่เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) อาจชะลอตัวลงตามราคาน้ำมันในอนาคต ทำให้เฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงตามที่ตลาดเคยวิตกก่อนหน้านี้
-
ความไม่แน่นอนยังคงสูง (Take it with a grain of salt): นักลงทุนสถาบันยังคงระมัดระวัง เนื่องจากนี่เป็นครั้งที่ 30 กว่าแล้วที่ทรัมป์อ้างว่าดีลสันติภาพใกล้จะจบ แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีการลงนามอย่างเป็นทางการ และสื่ออิหร่านเองก็ยังแทงกั๊กอยู่
📈 แนวรับ – แนวต้านทางเทคนิคที่ต้องเฝ้าระวัง (ราคาน้ำมันดิบ WTI)
จากข่าวดังกล่าว ขอยกตัวอย่างแนวรับ-แนวต้านของ WTI Oil ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดครับ:
-
แนวรับ (Support):
-
แนวรับที่ 1: โซนจุดต่ำสุดเดิมรอบ 2 เดือน (บริเวณที่ราคาเคยลงไปทดสอบก่อนที่อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบ)
-
แนวรับที่ 2: โซนแนวรับจิตวิทยาจิตวิทยาสำคัญ หากราคาหลุดแนวนี้ลงไปเพราะข่าวการลงนามสันติภาพเป็นจริง น้ำมันจะกลับเข้าสู่เทรนด์ขาลงระยะยาว
-
-
แนวต้าน (Resistance):
-
แนวต้านที่ 1: โซนราคาช่วงก่อนที่ทรัมป์จะทวีตยกเลิกการโจมตี (กลายเป็นแนวต้านสำคัญขวางการฟื้นตัว)
-
แนวต้านที่ 2: จุดสูงสุดเดิม (High) ของสัปดาห์นี้ ซึ่งจะกลับไปทดสอบได้ก็ต่อเมื่อ “ดีลล่ม” หรืออิหร่านปฏิเสธการลงนามอย่างเป็นทางการ
-
📝 บทสรุปมุมมองจาก THAIFRX.COM
“ข่าวการเมืองทำลายโครงสร้างราคา – เน้นเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าว”: ตลาดในช่วงนี้จะมีความผันผวนสูงมาก (High Volatility) ข่าวของทรัมป์ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยถูกทุบลงระยะสั้น (Risk-on sentiment กลับมา) แนะนำให้นักเทรด “เล่นฝั่งตามน้ำ (Follow the flow) หรือ Wait & See” ในคืนนี้ เพื่อดูว่าอิหร่านจะมีแถลงการณ์ตอบโต้อย่างเป็นทางการอย่างไร หากในอีก 1-2 วันนี้ไม่มีการลงนามเกิดขึ้นจริง ราคาพลังงานและทองคำอาจดีดตัวกลับขึ้นไปอย่างรุนแรงเนื่องจากตลาดจะมองว่าโดนทรัมป์สับขาหลอก การบริหารความเสี่ยงด้วยการตั้ง Stop Loss (SL) จึงสำคัญที่สุดในสภาวะตลาดเช่นนี้ครับ




