ความผิดพลาดครั้งใหญ่หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
แดเนียล ลาคาเย (Daniel Lacalle) เขียนวิเคราะห์ว่า แม้ในการประชุมเดือนกรกฎาคม กรรมการ FOMC 3 ท่านจะลงมติให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่มีมติ 9-3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5%-3.75% อย่างไรก็ตาม ธนาคารใหญ่อย่าง Bank of America, Deutsche Bank และ J.P. Morgan ต่างคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งขึ้นดอกเบี้ยไป 0.25% ในเดือนมิถุนายน ก็ถูกคาดหมายว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกันยายนเช่นกัน
ลาคาเยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้จะเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป (Overheating) การเติบโตของสินเชื่อภาคเอกชนที่มากเกินพอดี หรือการสร้างเงินในระบบที่การควบคุมไม่ได้ แต่เกิดจากวิกฤตช็อกด้านราคาพลังงานที่นำเข้าจากภายนอกและปัญหาการคลังของภาครัฐ ดังนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ซ้ำร้ายยังเป็นการลงโทษภาคเอกชน ครัวเรือน และธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อ
สถิติและข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญจากบทความ:
-
ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ: GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.5% (ชะลอลงจาก 2.1% ในไตรมาส 1) ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง ขณะที่การปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (C&I Loans) ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดจนติดลบ -1.1% ในเดือนกรกฎาคม
-
ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรป: GDP ยูโรโซนไตรมาส 2 ขยายตัว 0.4% แต่หากไม่นับรวมไอร์แลนด์ เศรษฐกิจจริงขยายตัวเพียง 0.1% เท่านั้น อัตราการว่างงานยังสูงถึง 6.3% (ผู้ว่างงาน 11.1 ล้านคน) ขณะที่ปริมาณเงิน M3 เติบโตเพียง 3.4% YoY ซึ่งเติบโตช้ากว่าหรือเท่ากับ GDP ที่เป็นตัวเงิน สะท้อนว่าไม่มีภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากปริมาณเงินหมุนเวียนเกินพอดี
-
โครงสร้างเงินเฟ้อมาจากพลังงาน: เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% แต่ Core CPI อยู่ที่ 2.5% โดยราคาพลังงานพุ่งขึ้นถึง 14.7% ในรอบ 12 เดือน ส่วนยูโรโซนเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9% แต่หากตัดหมวดพลังงานออก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะเหลือเพียง 2.2% และสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่พลังงานเพิ่มขึ้นเพียง 0.9%
-
ภาระตกอยู่กับภาคเอกชน: ภาครัฐยังคงใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แล้วผลักภาระภาษีและต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืมมายังประชาชนและธุรกิจเอกชน ในขณะที่ธนาคารกลางยังคงถือครองงบการเงินขนาดใหญ่และสภาพคล่องส่วนเกินไว้เพื่อหนุนการออกพันธบัตรรัฐบาล
ข้อมูลเพิ่มเติม & วิเคราะห์ตลาด (Market Insights)
-
ข้อโต้แย้งต่อนโยบายสายเหยี่ยว (Contrarian View to Hawkish Fed/ECB): บทความนี้เสนอมุมมองคัดค้านสายตาของตลาดและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ โดยชี้ว่าเงินเฟ้อปัจจุบันเป็นเงินเฟ้อฝั่งอุปทาน (Cost-Push Inflation) จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน การใช้นโยบายการเงินตึงตัว (Monetary Tightening) เพื่อกดอุปสงค์ (Demand) ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) โดยไม่ช่วยลดราคาพลังงาน
-
ผลกระทบต่อตลาดเงินและพันธบัตร (Money & Bond Markets): หาก Fed และ ECB ดันทุรังขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนตามที่ Bank of America และ J.P. Morgan คาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอาจเกิดภาวะ Yield Curve Inversion หรือปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ผันผวนสูง
-
ข้อแนะนำเชิงนโยบายทางเลือก: ผู้เขียนเสนอว่า หากธนาคารกลางต้องการคุมเงินเฟ้อที่แท้จริง ควรลดการสนับสนุนการกู้ยืมของภาครัฐ เร่งลดขนาดงบการเงิน (Quantitative Tightening – QT) และดึงสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบ แทนที่จะใช้การขึ้นดอกเบี้ยทำลายการเติบโตของภาคเอกชน
บทสรุปจาก THAIFRX.COM
บทวิเคราะห์ของ Daniel Lacalle เตือนสติ ตลาดการเงินว่าการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และ ECB ในเดือนกันยายนอาจกลายเป็นความผิดพลาดทางนโยบายครั้งใหญ่ เนื่องจากต้นตอเงินเฟ้อมาจากราคาพลังงานและนโยบายการคลังของภาครัฐ ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ร้อนแรง การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งซ้ำเติมภาคเอกชนและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนในตลาด Forex และสินทรัพย์โภคภัณฑ์ควรจับตาดูการตัดสินใจของ Fed ในวันที่ 15-16 กันยายนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกับท่าทีของธนาคารกลางอาจสร้างความผันผวนรุนแรงในตลาด



