ความสัมพันธ์สหรัฐฯ – เวเนซูเอล่า (ข้อมูล ณ 4 มกราคม 2026)
ความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐฯ กับ เวเนซูเอล่า ตึงเครียดมานานหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่ยุค Hugo Chávez และ Nicolás Maduro ซึ่งสหรัฐฯ มองว่ารัฐบาลเวเนซูเอล่าเป็นระบอบเผด็จการ สนับสนุนยาเสพติด และขัดผลประโยชน์ด้านพลังงาน แต่ในช่วงต้นปี 2026 สถานการณ์ escalade อย่างรุนแรงถึงขีดสุด
เหตุการณ์สำคัญล่าสุด (3 มกราคม 2026)
- สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี Donald Trump ดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ชื่อ “Absolute Resolve” โจมตีทางอากาศหลายจุดใน Caracas และพื้นที่เหนือของเวเนซูเอล่า รวมถึงฐานทัพ ท่าเรือ และสิ่งติดตั้งทางทหาร
- จับกุม Nicolás Maduro และภรรยา Cilia Flores นำตัวไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีข้อหา narco-terrorism และค้ายาเสพติด (ตามคำฟ้องที่เพิ่งเปิดผนึก)
- Trump ประกาศว่าสหรัฐฯ จะ “run” (บริหารชั่วคราว) เวเนซูเอล่าจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม และจะให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ (เช่น Chevron และอื่นๆ) เข้าไปลงทุนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่เสื่อมโทรม เพื่อให้เวเนซูเอล่าผลิตน้ำมันได้มากขึ้น (เวเนซูเอล่ามีสำรองน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก ~303 พันล้านบาร์เรล)
พื้นฐานความขัดแย้ง
- ด้านการเมือง: สหรัฐฯ ไม่ยอมรับ Maduro มาตั้งแต่การเลือกตั้ง 2024 ที่ถูกมองว่าโกง และเคยสนับสนุนฝ่ายค้าน (เช่น Juan Guaidó ในปี 2019) Maduro ถูกกล่าวหาว่าควบคุมแก๊งอาชญากรและส่งยาเสพติด/ผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสหรัฐฯ
- ด้านเศรษฐกิจ/น้ำมัน: เวเนซูเอล่าเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันหลักให้สหรัฐฯ แต่หลัง sanctions ตั้งแต่ยุค Obama-Trump-Biden การผลิตน้ำมันลดฮวบ (จาก 3.5 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือต่ำกว่า 1 ล้าน) Trump มองว่าน้ำมันเวเนซูเอล่าเป็นโอกาสใหญ่สำหรับบริษัทสหรัฐฯ และช่วยลดราคาน้ำมันโลก
- การ buildup ก่อนหน้า: ตั้งแต่ปี 2025 สหรัฐฯ เพิ่ม sanctions บนภาคน้ำมัน ยึดเรือ tanker โจมตีเรือต้องสงสัยค้ายา (ฆ่าคนกว่า 110 คน) และ blockade การส่งออกน้ำมัน
ปฏิกิริยานานาชาติ
- ประณามสหรัฐฯ (ส่วนใหญ่): บราซิล (Lula), โคลอมเบีย, เม็กซิโก, จีน, รัสเซีย, คิวบา, อิหร่าน – มองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ บางประเทศเรียก “imperialism” หรือ “act of aggression” UN Security Council จะประชุมด่วนวันจันทร์
- สนับสนุนหรือยินดี: อิสราเอล, เปรู, บางส่วนในละตินอเมริกาที่ต่อต้าน Maduro
- เป็นกลาง/กังวล: EU, เยอรมนี – เรียกร้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและ transition สู่ประชาธิปไตย
ผลกระทบที่คาดการณ์
- เศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมันอาจผันผวน (เวเนซูเอล่าอาจผลิตเพิ่มหากสหรัฐฯ ควบคุมได้) แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานอาจใช้เวลาหลายปีและแพงมาก บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ยังลังเลเพราะความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและกฎหมาย
- ภูมิรัฐศาสตร์: เสี่ยง escalation ในละตินอเมริกา (เช่น ความไม่สงบในเวเนซูเอล่า) และสร้างแบบอย่างอันตรายให้มหาอำนาจอื่นๆ แห่งความตึงเครียดกับจีน-รัสเซียเพิ่มขึ้น
- ในเวเนซูเอล่า: อาจนำสู่ transition สู่ประชาธิปไตยหากฝ่ายค้านเข้ามา แต่เสี่ยงสงครามกลางเมืองหรือ resistance จากกองทัพที่ภักดีต่อ Maduro
สถานการณ์ยังพลิกผันสูงมาก ณ ตอนนี้ Maduro ถูกคุมขังในนิวยอร์ก และสหรัฐฯ ควบคุมชั่วคราว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะบริหารอย่างไรต่อไป
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก จากเหตุการณ์สหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซูเอลา
เหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศ จับกุม Nicolás Maduro และประกาศควบคุมชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซูเอลา (ที่มีสำรองน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก ~303 พันล้านบาร์เรล) ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกใน 2 ระยะหลัก:
1. ระยะสั้น (สัปดาห์-เดือนแรก)
- เพิ่มความผันผวนและ risk premium เล็กน้อย: นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าราคาจะขึ้นเพียง $1-5 ต่อบาร์เรล หรือน้อยกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอน (เช่น ความวุ่นวายในเวเนซูเอลา หรือการตอบโต้จากพันธมิตรอย่างจีน-รัสเซีย)
- แต่ผลกระทบจำกัดมาก: เพราะโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันไม่เสียหาย การผลิตปัจจุบันต่ำ (~1.1 ล้านบาร์เรล/วัน หรือแค่ 1% ของโลก) และตลาดโลกมี supply surplus สูง (คาด surplus 3.8 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2026)
- ราคาล่าสุด: Brent ~$60.75/bbl, WTI ~$57-58/bbl (ต่ำสุดในรอบหลายปี) ตลาดเปิดวันอาทิตย์ที่ 5 ม.ค. อาจ gap up เล็กน้อยแต่ไม่แรง
2. ระยะกลาง-ยาว (ปี 2026 เป็นต้นไป)
- แนวโน้มราคาน้ำมันลง (bearish): ถ้าสหรัฐฯ ควบคุมสถานการณ์ได้ดีและบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ (เช่น Chevron) เข้าไปลงทุนฟื้นฟู การผลิตเวเนซูเอลาอาจเพิ่มขึ้น 500,000-1 ล้านบาร์เรล/วันใน 1-2 ปี และสูงถึง 3-4 ล้านบาร์เรล/วันในระยะยาว (ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล $58-110 พันล้านดอลลาร์ และเวลาหลายปี)
- จะยิ่งเพิ่ม supply surplus ทำให้ราคาน้ำมันโลกถูกกดลงไปที่ $50-60/bbl หรือต่ำกว่า (บางคาด $55 เฉลี่ยปี 2026)
- ความเสี่ยง: ถ้ามีความวุ่นวาย สงครามกลางเมือง หรือ disruption จริง ราคาอาจ spike ขึ้นชั่วคราว (เช่น ไป $65-80)
กราฟราคาน้ำมันและภาพเกี่ยวข้อง ด้านล่างเป็นกราฟราคาน้ำมัน crude ย้อนหลังและช่วงวิกฤต รวมถึงภาพแท่นขุดเจาะน้ำมันในเวเนซูเอลาที่อาจถูกฟื้นฟูโดยบริษัทสหรัฐฯ:
สรุป: สั้นๆ ราคาอาจขึ้นนิดหน่อยจากความตื่นตระหนก แต่ยาวๆ น่าจะลงแรงถ้าเวเนซูเอลาผลิตน้ำมันเพิ่มได้สำเร็จ ตลาดยังรอการประชุม OPEC+ วันอาทิตย์นี้และพัฒนาการในเวเนซูเอลา
ผลกระทบต่อราคาทองคำ จากความขัดแย้งสหรัฐฯ – เวเนซูเอลา
ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ จับกุม Nicolás Maduro และประกาศควบคุมชั่วคราว ส่งผล เชิงบวกต่อราคาทองคำ อย่างชัดเจนในระยะสั้น เพราะทองคำเป็น สินทรัพย์ safe-haven (ที่หลบภัย) ในช่วงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical risk)
1. ระยะสั้น (สัปดาห์-เดือนแรก)
- ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรง: นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าราคาจะขึ้นต่อเนื่องจากความตื่นตระหนก เพิ่ม risk premium ทำให้ investor ไหลเข้าทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง
- ราคาล่าสุด: Spot gold อยู่ราว $4,330 – $4,360 ต่อออนซ์ (ขึ้นจากปลายปี 2025 ที่ ~$4,300) บางวันแตะ record high ใกล้ $4,490-4,550 หลังเหตุการณ์
- ตลาดคาด gap-up ในวันจันทร์ (6 ม.ค. 2026) และอาจไปแตะ $4,500+ ชั่วคราว นักวิเคราะห์บางแห่งมองถึง $5,000 ภายในสิ้นปี 2026 จากปัจจัยนี้ผสมผสาน
2. ระยะกลาง-ยาว (ปี 2026)
- ยัง bullish แต่ขึ้นกับพัฒนาการ: ถ้าสถานการณ์ในเวเนซูเอลาวุ่นวายต่อ (เช่น สงครามกลางเมืองหรือ escalation กับจีน-รัสเซีย) จะสนับสนุนทองคำให้สูงต่อ
- แต่ถ้าสหรัฐฯ ควบคุมได้เร็วและฟื้นฟูน้ำมัน (ซึ่งอาจกดราคาน้ำมันลง) ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลด → ทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง
- ปัจจัยอื่นสนับสนุน: Fed คาดลดดอกเบี้ยต่อ, USD อ่อนค่า, central bank ซื้อทองต่อเนื่อง → consensus คาดเฉลี่ย $4,800-5,000 ปลายปี 2026
กราฟและภาพแสดงผลกระทบราคาทองคำจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซูเอลา:
สรุป: สั้นๆ ทองคำได้ประโยชน์ชัดเจนจากความขัดแย้งนี้ (ขึ้นแรงระยะสั้น) ต่างจากน้ำมันที่อาจผันผวนแต่ยาวๆ ลง สถานการณ์ยังพลิกผัน รอตลาดเปิดสัปดาห์หน้าและประชุม OPEC+ วันอาทิตย์นี้
🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้
https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0

















