ภาพรวมตลาด: WTI ยืนเหนือ $62.30 ท่ามกลางปัจจัยบวกและลบที่ปะทะกัน
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เคลื่อนไหวในแดนบวกช่วงเช้าวันพุธที่ระดับประมาณ $62.30 โดยตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความตึงเครียดทางทหาร” กับ “ความคืบหน้าทางการทูต” ในตะวันออกกลาง
1. ปัจจัยหนุนราคา: การซ้อมรบของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ
-
การปิดเส้นทางเดินเรือ: อิหร่านประกาศปิดพื้นที่บางส่วนใน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ชั่วคราวเพื่อซ้อมรบโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
-
ความสำคัญ: ช่องแคบนี้คือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 3 ของการขนส่งทางเรือทั่วโลกผ่านเส้นทางนี้ ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานจึงเป็นแรงหนุนหลักที่ดันราคา WTI ให้สูงขึ้นในระยะสั้น
2. ปัจจัยกดดันราคา: ความคืบหน้าการเจรจานิวเคลียร์ (US-Iran)
-
สัญญาณเชิงบวก: Abbas Araqchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เผยว่าการเจรจาในเจนีวากับสหรัฐฯ มีความคืบหน้า โดยทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงใน “หลักการชี้นำ” (Guiding Principles) ร่วมกันแล้ว
-
ผลกระทบ: หากการเจรจานำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร จะทำให้น้ำมันดิบจากอิหร่านไหลกลับเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบ (Bearish) ต่อราคาน้ำมันในระยะยาว
3. ตัวเลขที่ต้องติดตาม: รายงานสต็อกน้ำมันจาก API
-
ตลาดกำลังรอรายงานจาก สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ที่จะประกาศในช่วงค่ำวันนี้
-
เกณฑ์การวิเคราะห์: * หากสต็อกน้ำมันลดลงมากกว่าคาด (Draw) → ราคา WTI มีโอกาสพุ่งขึ้นต่อ
-
หากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด (Build) → อาจกดดันให้ราคา WTI ร่วงลงเนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอ
-
บทวิเคราะห์สรุป
ราคาน้ำมันตอนนี้อยู่ในสภาวะ “Fragile Balance” หรือสมดุลที่เปราะบาง:
-
ฝั่ง Bullish (ขาขึ้น): ได้แรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) และการเผชิญหน้าทางทหารในอ่าวเปอร์เซีย
-
ฝั่ง Bearish (ขาลง): ถูกจำกัดด้วยความหวังว่าการทูตจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง และแนวโน้มที่อุปทานโลกอาจล้นตลาด (Oversupply) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026





