WTI พุ่งเหนือ $59.00 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวขึ้นแตะระดับประมาณ $59.20 ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเอเชีย โดยขยับขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วเนื่องจากตลาดกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันโลกที่อาจหยุดชะงัก
1. ปัจจัยบวก (ราคาสูงขึ้น): วิกฤตการณ์ในอิหร่าน
-
การประท้วงรุนแรง: เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านอย่างหนักต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 500 ราย และมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ
-
คำขู่จาก Trump: ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับรายงานเกี่ยวกับทางเลือกในการใช้ “กำลังทางทหาร” ต่ออิหร่าน และเตือนว่าหากรัฐบาลอิหร่านยังไม่หยุดทำร้ายประชาชน สหรัฐฯ จะเข้าไปแทรกแซงและโจมตีจุดที่ “เจ็บปวดที่สุด” (ซึ่งอาจหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน)
-
ความเสี่ยงอุปทาน: นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากสถานการณ์บานปลาย การส่งออกน้ำมันของอิหร่านประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน อาจหายไปจากตลาดทันที
2. ปัจจัยลบ (ราคาถูกจำกัด): การดึงน้ำมันจากเวเนซุเอลา
แม้จะมีข่าวร้ายจากอิหร่าน แต่ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งแรงเกินไปเนื่องจากมีข่าวเรื่องอุปทานใหม่จากเวเนซุเอลา:
-
ข้อตกลงกับรัฐบาลชั่วคราว: หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เข้าควบคุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลชั่วคราวของเวเนซุเอลาตกลงที่จะส่งมอบน้ำมันดิบสะสมที่ถูกคว่ำบาตรไว้ประมาณ 30-50 ล้านบาร์เรล ให้แก่สหรัฐฯ
-
การเพิ่มอุปทาน: สหรัฐฯ เตรียมนำน้ำมันเหล่านี้เข้าสู่ตลาดโลกเพื่อช่วยบรรเทาภาวะน้ำมันตึงตัว
3. จับตาตัวเลขคลังน้ำมัน (API Report)
ในวันอังคารนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) จะมีการรายงานตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบจาก American Petroleum Institute (API):
-
หากสต็อกลดลงมากกว่าคาด: ราคามีโอกาสพุ่งต่อเพราะสะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง
-
หากสต็อกเพิ่มขึ้น: อาจทำให้ราคาย่อตัวลงมาเพราะสะท้อนว่าอุปทานเริ่มล้น
📊 สรุปสภาวะตลาด
-
แนวโน้มระยะสั้น: ยังเป็นขาขึ้น (Bullish) ตามปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
-
ประเด็นต้องตาม: การประชุมความมั่นคงของทรัมป์ในวันอังคารนี้ ซึ่งจะกำหนดว่าจะมีการใช้กำลังทางทหารในอิหร่านหรือไม่





