สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Rabobank โดยนักยุทธศาสตร์ Michael Every ได้ออกบทวิเคราะห์ล่าสุด (มีนาคม 2026) ระบุว่า “Safe-haven flows” (กระแสเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย) กำลังกลับเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐอย่างเต็มตัว เนื่องจากความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดแทนที่ตัวเลขเศรษฐกิจปกติไปแล้วครับ
ประเด็นสำคัญจากมุมมองของ Rabobank
-
การสิ้นสุดของยุค Neoliberalism: Michael Every มองว่าภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กำลังทำหน้าที่เป็นสถาปนิกที่รื้อถอนระบบเศรษฐกิจแบบเดิม โดยใช้ “ยุทธศาสตร์รัฐ” (Statecraft) เป็นตัวนำทาง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดจึงลดระดับความสำคัญของกลไกตลาดเสรี และหันไปพึ่งพาความมั่นคงของดอลลาร์ในฐานะ “Ultimate Safe-haven”
-
USD ในฐานะ Geopolitical Hedgerow: Rabobank ระบุว่าดอลลาร์สหรัฐจะได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ใน 2 เด้ง:
-
ความต้องการสภาพคล่อง: ในยามสงคราม ดอลลาร์เป็นสกุลเงินเดียวที่มีสภาพคล่องสูงพอที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนมหาศาล
-
ความได้เปรียบด้านพลังงาน: สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ ต่างจากยุโรปหรือญี่ปุ่นที่ต้องนำเข้าพลังงานมหาศาล ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการขู่ปิด ช่องแคบฮอร์มุซ จึงยิ่งทำให้ดอลลาร์ดูแข็งแกร่งกว่าสกุลเงินคู่แข่ง (เช่น EUR หรือ JPY)
-
-
เงินเฟ้อแบบ “เหนียวหนึบ” (Sticky Inflation): Rabobank คาดการณ์ว่าสงครามจะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานโลกค้างอยู่ที่ระดับ 3% ต่อไปอีกนาน และ Fed จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงสู่เป้าหมาย 2% ได้ในปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวก (Hawkish support) ที่หนุนให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ทะยานขึ้นต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อตลาดตามคาดการณ์ของ Rabobank
คำเตือนจาก Rabobank: Michael Every ย้ำว่า “รัดเข็มขัดให้แน่น” (Buckle up!) เพราะปี 2026 จะไม่ใช่ปีที่เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ แต่เป็นปีที่ความผันผวนกลายเป็น “ค่ามาตรฐานใหม่” และดอลลาร์จะยังคงเป็นผู้คุมเกมตราบใดที่สถานการณ์ในอิหร่านยังไม่คลี่คลายครับ





