บทวิเคราะห์ล่าสุดจากธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ HSBC ได้มีการปรับเป้าหมายราคาทองคำในปี 2569 (2026) ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ และความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งครับ
สรุปสาระสำคัญจากรายงานล่าสุด (อัปเดตมกราคม 2569) ได้ดังนี้:
1. Goldman Sachs: เป้าหมาย $4,900 และโอกาสไปต่อถึง $5,000
Goldman Sachs ยังคงมุมมอง “Bullish” (ขาขึ้น) อย่างรุนแรง โดยระบุว่าทองคำคือสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่สุดในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์:
-
เป้าหมายสิ้นปี 2569: ปรับเพิ่มขึ้นสู่ $4,900 ต่อออนซ์ (จากเดิม $4,300)
-
เหตุผลหลัก: * แรงซื้อเชิงโครงสร้าง: ธนาคารกลางกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ (De-dollarization)
-
วิกฤตความเชื่อมั่น Fed: ข่าวการสอบสวนประธาน Fed (Jerome Powell) ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งมักจะส่งผลให้เงินไหลออกจากดอลลาร์เข้าสู่ทองคำ
-
ETF Inflows: คาดว่านักลงทุนฝั่งตะวันตกจะกลับมาซื้อทองผ่านกองทุน ETF มากขึ้นตามวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
-
2. HSBC: มองเป้าสูงสุดที่ $5,050 แต่เตือนความผันผวน
HSBC ปรับเป้าหมายในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเน้นย้ำถึงความผันผวนที่จะสูงขึ้นมากในปีนี้:
-
เป้าหมายครึ่งปีแรก (H1 2026): คาดว่าราคาจะพุ่งแตะ $5,050 ต่อออนซ์ * คำเตือนการปรับฐาน: แม้จะมองเป้าสูง แต่ HSBC คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลัง (H2) อาจมีการ “Sell on Fact” หรือการปรับฐานแรงจนราคาเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ $4,587
-
ปัจจัยขับเคลื่อน: * Geopolitical Risk: ความขัดแย้งในอิหร่านและการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ เป็นเชื้อเพลิงหลักที่ดันราคาสู่ระดับ $5,000
-
Debt Levels: หนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากมูลค่าเงินตราที่เสื่อมลง (Currency Debasement)
-
📊 ตารางสรุปเป้าหมายจากสถาบันการเงินชั้นนำ (ปี 2569)
| สถาบันการเงิน | เป้าหมายราคาสูงสุด (USD) | มุมมอง / กลยุทธ์ |
| J.P. Morgan | $5,055 | ให้ทองคำเป็น Top Conviction (การลงทุนที่มั่นใจที่สุด) |
| HSBC | $5,050 | พุ่งแรงในครึ่งปีแรก แล้วปรับฐานแรงในครึ่งปีหลัง |
| Bank of America | $5,000 | เน้นปัจจัยหนุนจากปัญหาหนี้สหรัฐฯ |
| Goldman Sachs | $4,900 | แนะนำ “ซื้อสะสม” จากแรงซื้อธนาคารกลาง |
💡 สรุปกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
จากบทวิเคราะห์เหล่านี้ จะเห็นว่า “ทิศทางหลักยังเป็นขาขึ้น” แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความผันผวนที่สูงขึ้น (High Volatility):
-
การย่อตัวคือโอกาส: แนวรับสำคัญที่เหล่าธนาคารมองตรงกันคือบริเวณ $4,350 – $4,400 หากราคาย่อลงมายังโซนนี้ถือเป็นจุดเข้าสะสมที่ได้เปรียบ
-
ระวังจุดสูงสุดจิตวิทยา: ระดับ $5,000 จะเป็นด่านทดสอบสำคัญที่อาจมีแรงเทขายทำกำไรมหาศาล





