🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้ https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน ก.ค. ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อ 4,662 ล้านบาท หลังจาก มิ.ย.ขายสุทธิไปเกือบ 3 หมื่นล้านบาท หนุน 7 เดือนแรกนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 1.13 แสนล้านบาท สวนทางวอลุ่มเทรดหดตัวต่อ ก.ค.ติดลบ 27.5% เหลือ 61,857 ล้านบาท จับตาประชุม กนง. 10 ส.ค. ด้าน “ภากร” เชื่อเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวเกือบ 50% จากภาคท่องเที่ยวคัมแบ็ก
วันที่ 8 สิงหาคม 2565 นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในเดือนกรกฎาคม 2565 ว่า สิ้นเดือน ก.ค. 65 ดัชนี SET Index ปิดที่ 1,576.41 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า (MTD) เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค แต่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 (YTD) ยังปรับตัวลดลง 4.9% ซึ่งขอเน้นย้ำว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bearish)
โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 61,857 ล้านบาท ลดลง 27.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือน มิ.ย. 65 ที่มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 71,693 ล้านบาท ลดลง 26.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุเกิดจากปัจจัยความผันผวนที่เข้ามามาก ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองเงินสดเพิ่ม แต่ทั้งนี้ตั้งแต่เดือน ก.ค. หลายปัจจัยที่ส่งสัญญาณมากขึ้น โดยเฉพาะการชะลอลงของเศรษฐกิจสหรัฐ สะท้อนมาตรการยาแรงอาจจะอยู่ตัวแล้ว แต่คงต้องติดตามต่อไปอีก 1-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งก็คาดหวังว่าถ้านักลงทุนเริ่มคุ้นชินกับ New Normal การลงทุนในตลาดหุ้นไทยอาจจะกลับเข้ามา
โดยใน 7 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 65) มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 83,958 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิในเดือน ก.ค.ที่ 4,662 ล้านบาท จากเคยขายสุทธิไปเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ในเดือน มิ.ย. 65 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 113,730 ล้านบาท มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4
ปัจจัยหลัก ๆ ที่ก่อให้เกิดความผันผวนต่อตลาดหุ้นไทยยังคงมาจากภายนอก จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว โดยได้ทยอยเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเพื่อชะลอเงินเฟ้อ ซึ่งดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงจากจุดที่เคยอยู่ต่ำสุด แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปสูงเหมือนในอดีต
โดยต้องจับตามองการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 10 ส.ค. 65 เพราะรอบการประชุมที่แล้วเสียงแตกมีมติ 4 : 3 ให้คงดอกเบี้ย แม้ว่าอาจไม่สามารถคาดเดาได้ แต่อยากให้ติดตามการส่งสัญญาณของ กนง.ว่าจะออกมาอย่างไรบ้าง เพราะรอบนี้มีความสำคัญมากต่อทิศทางดอกเบี้ยในครั้งต่อ ๆ ไป
“จุดเปลี่ยนต่อตลาดหุ้นในเดือน ก.ค.นั่นคือ ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงไตรมาส 2/65 ที่ออกมาติดลบ ซึ่งคอนเฟิร์มชัดเจนว่าสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) เนื่องจากเศรษฐกิจมีการขยายตัวติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส แต่อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวส่งผลต่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือน มิ.ย. 65 ก็มีการคาดการณ์เป็นจริงมากขึ้นว่าคงจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้
โดยล่าสุด FOMC ปรับขึ้นดอกเบี้ยแค่ 0.75% ต่ำกว่าที่ตลาดมองว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1% ขณะที่เฟดส่งสัญญาณว่าสหรัฐเพิ่งเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคเท่านั้น เพราะตลาดการจ้างงานสหรัฐยังเข้มแข็งอยู่ แต่ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป”
ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยคือ ทิศทางราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยลดลง (ผ่านจุดพีกไปแล้ว) และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าก็เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนภาคส่งออก รวมไปถึงตัวเลขภาคท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา
“หุ้นแนะนำระยะสั้น คงเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ภาคท่องเที่ยวและเปิดประเทศ แต่กลุ่มที่น่าสนใจมาก ๆ ในระยะยาวคือ 1.หุ้นยั่งยืน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างประเทศสนใจหุ้นในกลุ่ม ESG และ THSI และ 2.หุ้น Well-being ที่เป็นจุดแข็งของไทยทั้งในด้านการบริการ ท่องเที่ยว และสุขภาพ” นายศรพลกล่าว
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกในครั้งนี้รุนแรงมากซึ่งกระทบกับทุกประเทศ แต่ผลกระทบไม่เท่ากันทุกประเทศ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กระทบน้อยมาก เพราะอาหารผลิตเองในประเทศ ภาคการเงินค่อนข้างแข็งแกร่ง สะท้อนจากการระดมจากบริษัทต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงินไม่ค่อยเห็นปัญหา
แต่ปัญหาของไทยเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เคยทำได้ดีจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวหรือจากปัจจัยภายนอก เช่น ธุรกิจโรงแรม, อาหาร เป็นต้น ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เต็มที่จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมา แต่ภาคส่งออกสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้มาก
ทำให้โดยรวมไม่เห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก แต่รายอุตสาหกรรมจะถูกกระทบไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นห่วงกับภาคอุตสาหกรรมบางแห่งที่โดนผลกระทบอยู่ แต่เชื่อว่าการฟื้นตัวตรงนี้จะเริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ไทยอยู่ในจุดที่ค่อนข้างต่ำมาก ดังนั้นการฟื้นตัวน่าจะมีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างน้อยเกือบ 50% ของเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวกลับมา
อยากฝากนักลงทุนว่าช่วงนี้เป็นช่วงเหตุการณ์ไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเวลาเกิดข่าวดีและข่าวร้ายต่าง ๆ จะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก เห็นได้ชัดเจนจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยเป็น แต่ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นมาตลอดคือตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแรงมากจากการระดมทุนที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ๆ มีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีความหลากหลายในอุตสาหกรรมเข้ามาระดมทุนต่อเนื่อง

อ่านข่าวต้นฉบับ: ต่างชาติพลิกกลับซื้อหุ้นไทย 7 เดือนแรก 1.13 แสนล้าน สวนทางวอลุ่มเทรดหดตัวต่อ
🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้ https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0
Source link : ต้นฉบับเนื้อหาข่าวนี้




