รายงานจาก Reuters (อัปเดต 3 มีนาคม 2026) ระบุว่าวิกฤตสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน กำลังทำให้ความคาดหมายที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18-19 มีนาคมนี้ “สั่นคลอน” อย่างหนักครับ
ประเด็นสำคัญจากรายงานของ Reuters
-
ความยากลำบากในการตัดสินใจ: แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ BoJ เปิดเผยว่า “ขณะนี้เป็นเรื่องยากสำหรับ BoJ ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายต้องการเวลามากขึ้นในการประเมินผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น
-
ปัจจัยเสี่ยงด้าน “Stagflation”: ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานเกือบ 100% จากต่างประเทศ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน (Oil Spike) จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซสร้างความเสี่ยง 2 ด้าน:
-
ท่าทีของรองผู้ว่าฯ BoJ (Ryozo Himino): เมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) นายฮิมิโนะแม้จะย้ำว่า BoJ ยังอยู่ในทิศทางของการปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับเป็นกลาง (Neutral) แต่เขากลับ “เลี่ยง” ที่จะระบุช่วงเวลาที่ชัดเจน ซึ่งตลาดตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณชะลอการตัดสินใจ (Pause) ออกไปก่อน
-
โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยลดฮวบ: ข้อมูลจากตลาด Overnight Index Swaps (OIS) ชี้ว่าโอกาสที่ BoJ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมลดลงเหลือเพียง 4% เท่านั้น (จากเดิมที่เคยสูงกว่า 40% ก่อนเกิดวิกฤต)
ผลกระทบต่อค่าเงินเยน (JPY)
แม้ว่าในอดีตเงินเยนจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) แต่ในครั้งนี้เยนกลับ “อ่อนค่าลง” เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
| ระดับราคาสำคัญ | สถานะปัจจุบัน | ผลกระทบจากข่าว BoJ |
| 157.30 – 157.50 | USD/JPY | เยนอ่อนค่าลงเนื่องจากตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย |
| 160.00 | ระดับเฝ้าระวัง | หากเยนอ่อนค่าทะลุระดับนี้ BoJ อาจถูกบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนำเข้า |
มุมมองนักวิเคราะห์
-
Nomura Research Institute: คาดว่าสงครามจะฉุด GDP ของญี่ปุ่นลง 0.18% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.31% ซึ่งสภาวะนี้ทำให้ BoJ ต้อง “ระมัดระวังขั้นสูงสุด”
-
Morgan Stanley MUFG: มองว่าความผันผวนของตลาดที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ BoJ รอดูสถานการณ์ (Holding pattern) ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้
สรุป: สงครามครั้งนี้เปลี่ยนโจทย์ของ BoJ จากการ “สกัดเงินเฟ้อ” เป็นการ “พยุงเศรษฐกิจ” แทน ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยที่เคยดูเหมือนจะแน่นอนในเดือนมีนาคมหรือเมษายน กลายเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนอีกต่อไปครับ



