ทองคำพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $4,600 ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น Fed
ราคาทองคำ (XAU/USD) ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 และพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) บริเวณ $4,601 ในช่วงตลาดเอเชียเช้าวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากความกังวลเรื่อง “ความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ” และวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุทั่วโลก
1. ปัจจัยหนุนราคาทองคำ (Bullish Drivers)
-
วิกฤตความอิสระของ Fed: นาย Jerome Powell แถลงว่าการถูกข่มขู่ด้วยคดีอาญาเป็นผลมาจากการที่ Fed ยึดมั่นในประโยชน์สาธารณะมากกว่าทำตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ สถานการณ์ “สงครามเปิด” ระหว่างรัฐบาลและ Fed นี้บั่นทอนความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลดีต่อทองคำโดยตรง
-
ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก:
-
อิหร่าน: ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหารตอบโต้เหตุปราบปรามผู้ประท้วงที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 ราย
-
เวเนซุเอลา: สหรัฐฯ เข้าควบคุมการบริหารและอุตสาหกรรมพลังงานชั่วคราว
-
กรีนแลนด์: ยุโรปเสริมกำลังทหารเพื่อคานอำนาจหลังทรัมป์แสดงความต้องการครอบครองเกาะ
-
จีน-ญี่ปุ่น: ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังจีนจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ไปยังญี่ปุ่น
-
-
ตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ (NFP): การจ้างงานเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเพียง 50,000 ตำแหน่ง (ต่ำกว่าคาดที่ 60,000) แม้อัตราว่างงานจะลดลงเหลือ 4.4% แต่ภาพรวมยังสะท้อนเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
📊 วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบช่องขนานขาขึ้น (Upward Sloping Channel) ที่ชัดเจนในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา:
-
แนวต้าน (Resistance):
-
ด่านสำคัญอยู่ที่ $4,600 – $4,605 หากทะลุผ่านไปได้ เป้าหมายถัดไปตามคาดการณ์คือ $4,645 และ $4,700
-
-
แนวรับ (Support):
-
หากมีการย่อตัว (Pullback) แนวรับแรกอยู่ที่ $4,500 – $4,510
-
แนวรับสำคัญถัดไปอยู่ที่บริเวณพื้นของช่องขนานแถว $4,365 และเส้น 200 SMA ที่ $4,320
-
-
สัญญาณบ่งชี้:
💰 ราคาทองคำในประเทศไทย (12 ม.ค. 2026)
เนื่องจากทองโลกพุ่งแรงและค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ส่งผลให้ราคาทองไทยปรับตัวสูงขึ้นตาม:
-
ทองคำแท่ง (96.5%): รับซื้อประมาณ 67,500 บาท / ขายออกประมาณ 67,600 บาท (อัปเดตช่วงเช้า)





