วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง “สงครามการค้า” และ “สงครามเงินตรา” ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ช่วงปี 2025-2026) โดยมองว่าการใช้ภาษีนำเข้า (Tariffs) เป็นเพียงฉากหน้า แต่การลดค่าเงินดอลลาร์ (Currency Debasement) คือกลยุทธ์ที่แท้จริงและรุนแรงกว่าครับ
นี่คือสรุปสาระสำคัญที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ “สงครามภาคสอง” นี้:
1. ภาษีคือฉากหน้า เงินตราคืออาวุธ (The Hidden Weapon)
นักวิเคราะห์ (เช่น จาก Dunham Funds) มองว่ามาตรการภาษีเป็นเพียง “Act 1” ที่ดึงดูดความสนใจจากข่าวพาดหัว แต่ส่งผลกระทบจำกัดและอาจถูกแก้เกมได้ง่ายโดยประเทศคู่ค้า (เช่น จีนลดค่าเงินหยวนเพื่อชดเชยภาษี)
-
The Second Act: คือการทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง (Debasement) เพื่อบีบให้การนำเข้าน้อยลงโดยอัตโนมัติ และทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ แข่งขันได้มากขึ้น
-
Unseen Tax: การลดค่าเงินเปรียบเสมือนการ “เก็บภาษีทางอ้อม” จากประชาชน เพราะอำนาจซื้อลดลง สินค้านำเข้าแพงขึ้น แต่นักการเมืองมักชอบเพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายที่ยุ่งยาก
2. ทำไมถึงเรียกว่า “Debasement” (การด้อยค่าเงินตรา)?
ในยุคปี 2026 คำว่า Debasement ไม่ได้หมายถึงแค่ค่าเงินที่อ่อนลงตามกลไกตลาด แต่เป็นนโยบายตั้งใจ (Deliberate Policy):
-
Debt Refinancing: สหรัฐฯ มีหนี้มหาศาล การทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าช่วยให้การชำระหนี้ในอนาคต “ถูกลง” ในเชิงมูลค่าที่แท้จริง
-
The Warsh Effect: การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟด ถูกมองว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างเฟดให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การพิมพ์เงินหรือการผ่อนคลายนโยบายที่ทำให้เงินดอลลาร์ด้อยค่าลงในระยะยาว
3. กลยุทธ์ “Race to the Bottom”
เมื่อสหรัฐฯ เริ่มลดค่าเงิน ประเทศอื่นๆ ก็ไม่อยู่เฉย:
-
Currency War: เกิดสงครามที่ทุกประเทศพยายามทำให้เงินของตน “อ่อนที่สุด” เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออก
-
De-dollarization: ประเทศต่างๆ เช่น กลุ่ม BRICS, อินเดีย และจีน เริ่มลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และหันไปถือ ทองคำ (Gold) แทน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Gold Rush” ในปี 2026 โดยราคาทองคำพุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่องเพราะคนไม่ไว้ใจสกุลเงินกระดาษ (Fiat Currency)
4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค
| ผลกระทบ | รายละเอียด |
| เงินเฟ้อ (Inflation) | เมื่อดอลลาร์อ่อน สินค้านำเข้าแพงขึ้นทันที เป็นภาระต่อผู้บริโภค |
| ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ | ทองคำ, เงิน (Silver), และน้ำมัน มักจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อดอลลาร์ด้อยค่าลง |
| การลงทุน | การถือเงินสดในรูปดอลลาร์มีความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนจึงหันไปหา Hard Assets |
| ภาคการผลิต | โรงงานในสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่แพงขึ้นจะกลายเป็นอุปสรรค |
💡 บทสรุปและคำเตือน
“สงครามการค้าภาค 2” นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการตั้งกำแพงภาษี แต่เป็นการพยายาม “รีเซ็ตระบบการเงินโลก” โดยใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือ หากการด้อยค่าเงินตราเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดอาจเผชิญกับสภาวะที่สินทรัพย์ทางการเงิน (หุ้น/บอนด์) ผันผวนหนัก แต่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Commodities) จะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ครับ





