spot_imgspot_img
spot_img
หน้าแรกANALYSIS BY THAIFRXวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง "สงครามการค้า" และ "สงครามเงินตรา" ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง “สงครามการค้า” และ “สงครามเงินตรา” ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้ https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0

วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่าง “สงครามการค้า” และ “สงครามเงินตรา” ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ช่วงปี 2025-2026) โดยมองว่าการใช้ภาษีนำเข้า (Tariffs) เป็นเพียงฉากหน้า แต่การลดค่าเงินดอลลาร์ (Currency Debasement) คือกลยุทธ์ที่แท้จริงและรุนแรงกว่าครับ

นี่คือสรุปสาระสำคัญที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ “สงครามภาคสอง” นี้:

 


1. ภาษีคือฉากหน้า เงินตราคืออาวุธ (The Hidden Weapon)

นักวิเคราะห์ (เช่น จาก Dunham Funds) มองว่ามาตรการภาษีเป็นเพียง “Act 1” ที่ดึงดูดความสนใจจากข่าวพาดหัว แต่ส่งผลกระทบจำกัดและอาจถูกแก้เกมได้ง่ายโดยประเทศคู่ค้า (เช่น จีนลดค่าเงินหยวนเพื่อชดเชยภาษี)

  • The Second Act: คือการทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง (Debasement) เพื่อบีบให้การนำเข้าน้อยลงโดยอัตโนมัติ และทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ แข่งขันได้มากขึ้น

  • Unseen Tax: การลดค่าเงินเปรียบเสมือนการ “เก็บภาษีทางอ้อม” จากประชาชน เพราะอำนาจซื้อลดลง สินค้านำเข้าแพงขึ้น แต่นักการเมืองมักชอบเพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการออกกฎหมายที่ยุ่งยาก

 

2. ทำไมถึงเรียกว่า “Debasement” (การด้อยค่าเงินตรา)?

ในยุคปี 2026 คำว่า Debasement ไม่ได้หมายถึงแค่ค่าเงินที่อ่อนลงตามกลไกตลาด แต่เป็นนโยบายตั้งใจ (Deliberate Policy):

  • Debt Refinancing: สหรัฐฯ มีหนี้มหาศาล การทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าช่วยให้การชำระหนี้ในอนาคต “ถูกลง” ในเชิงมูลค่าที่แท้จริง

  • The Warsh Effect: การเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟด ถูกมองว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างเฟดให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การพิมพ์เงินหรือการผ่อนคลายนโยบายที่ทำให้เงินดอลลาร์ด้อยค่าลงในระยะยาว

 

3. กลยุทธ์ “Race to the Bottom”

เมื่อสหรัฐฯ เริ่มลดค่าเงิน ประเทศอื่นๆ ก็ไม่อยู่เฉย:

  • Currency War: เกิดสงครามที่ทุกประเทศพยายามทำให้เงินของตน “อ่อนที่สุด” เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออก

  • De-dollarization: ประเทศต่างๆ เช่น กลุ่ม BRICS, อินเดีย และจีน เริ่มลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และหันไปถือ ทองคำ (Gold) แทน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Gold Rush” ในปี 2026 โดยราคาทองคำพุ่งทำสถิติใหม่ต่อเนื่องเพราะคนไม่ไว้ใจสกุลเงินกระดาษ (Fiat Currency)

 

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค

ผลกระทบ รายละเอียด
เงินเฟ้อ (Inflation) เมื่อดอลลาร์อ่อน สินค้านำเข้าแพงขึ้นทันที เป็นภาระต่อผู้บริโภค
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทองคำ, เงิน (Silver), และน้ำมัน มักจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อดอลลาร์ด้อยค่าลง
การลงทุน การถือเงินสดในรูปดอลลาร์มีความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนจึงหันไปหา Hard Assets
ภาคการผลิต โรงงานในสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่แพงขึ้นจะกลายเป็นอุปสรรค

💡 บทสรุปและคำเตือน

“สงครามการค้าภาค 2” นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการตั้งกำแพงภาษี แต่เป็นการพยายาม “รีเซ็ตระบบการเงินโลก” โดยใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือ หากการด้อยค่าเงินตราเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดอาจเผชิญกับสภาวะที่สินทรัพย์ทางการเงิน (หุ้น/บอนด์) ผันผวนหนัก แต่สินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Commodities) จะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ครับ


THAIFRX.COM สรุปชัดทุกกลยุทธ์เงินตรา เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลกครับ

🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้ https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0

spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES
- Advertisment -
Technical Summary Widget Powered by Investing.com

ANALYSIS BY THAIFRX

Translate »