วิกฤตพลังงานลามทั่วโลก: เมื่อสงครามผู้ส่งออกน้ำมัน ทำร้ายผู้นำเข้าอย่างแสนสาหัส
วันที่ 26 เมษายน 2026
วิกฤตพลังงานที่เริ่มต้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและ “การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งกลายเป็นด่านหน้าในการรับความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจและสังคม
ข้อมูลเชิงลึกจากตลาด (Market Insights)
-
การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์: การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) กว่า 20% ของโลกหายไปจากตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ $120 ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่รุนแรงและรวดเร็วกว่าช่วงสงครามอ่าวปี 1990
-
เอเชียคือจุดเปราะบางที่สุด:
-
ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลกว่า 80% และส่วนใหญ่นำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
-
ฟิลิปปินส์: ประกาศสภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติหลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง
-
จีนและอินเดีย: แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาและต้องสั่งระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปเพื่อรักษาสมดุลในประเทศ
-
-
ผลกระทบต่อภูมิภาคอื่น:
-
ยุโรป: เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและเสี่ยงต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะเยอรมนีที่ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจดิ่งต่ำสุดในรอบหลายปี
-
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา: เป็นกลุ่มที่เจ็บปวดที่สุด เนื่องจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นนำไปสู่การอ่อนค่าของค่าเงิน (Currency Depreciation) และความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้
-
มาตรการตอบโต้ระดับโลก
-
การระบายคลังสำรอง (IEA): สมาชิก IEA มีมติระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อพยุงตลาดและลดแรงกดดันด้านราคา
-
มาตรการอุดหนุนราคา: หลายประเทศเริ่มใช้การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงที่หน้าปั๊ม และการปรับลดภาษีสรรพสามิตเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน




