สถานการณ์ราคาทองคำ (XAU/USD) ในวันนี้ (28 มกราคม 2569) ร้อนแรงจนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยราคาพุ่งทะลุระดับ 5,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปเรียบร้อยแล้วครับ ถือเป็นการทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All-time High) อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนขั้นสุดก่อนทราบผลการประชุม Fed ในคืนนี้
นี่คือสรุปปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทองคำทะยานแบบฉุดไม่อยู่:
1. ปรากฏการณ์ “Crisis of Confidence” ในดอลลาร์
-
คำพูดของทรัมป์: หลังจาก ปธน. ทรัมป์ ระบุว่าค่าเงินดอลลาร์สามารถ “ขึ้นลงได้เหมือนโยโย่” และเขาไม่ขัดข้องหากดอลลาร์จะอ่อนค่าลง ตลาดมองว่าเป็นสัญญาณ “ปล่อยเกาะ” ดอลลาร์ ทำให้เงินไหลเข้าหาทองคำที่เป็นสินทรัพย์สำรองที่แท้จริงแทน
-
ดอลลาร์ดิ่งต่ำสุดในรอบ 4 ปี: ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ร่วงลงอย่างหนักส่งผลโดยตรง (Inverse Correlation) ให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นทันที
2. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับ “จุดเดือด”
-
Trade War 2.0: การขู่เก็บภาษีศุลกากร 100% กับแคนาดา และความขัดแย้งกับยุโรปเรื่องเกาะกรีนแลนด์ สร้างความกังวลว่าระบบการค้าโลกจะล่มสลาย
-
สงครามในตะวันออกกลาง: ข่าวการเคลื่อนกำลังพลและกองเรือรบสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ยิ่งตอกย้ำความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ของนักลงทุนทั่วโลก
3. การปรับสถานะก่อนประชุม Fed (Pre-Fed Positioning)
-
ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% แต่ไฮไลท์อยู่ที่ “ถ้อยแถลง” ของ Jerome Powell หากเขาส่งสัญญาณยอมจำนนต่อนโยบายลดดอกเบี้ยของทรัมป์ ทองคำมีโอกาสพุ่งต่อไปหาเป้าหมายถัดไปที่ 5,400 ดอลลาร์
สรุปตัวเลขราคาล่าสุด (28 ม.ค. 2569)
-
Gold Spot: พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ $5,247.21 ก่อนจะพักตัวเล็กน้อยแถว $5,243
-
ราคาทองไทย (96.5%): ได้รับแรงหนุนจากทองโลกที่พุ่งแรง แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง ทำให้ราคาขายออกทะลุ 75,700 – 75,800 บาท (ปรับขึ้นจากวันก่อนหน้ากว่า 1,000 บาท)
มุมมองวิเคราะห์: ปัจจุบันทองคำอยู่ในสภาวะ “Parabolic Move” หรือการขึ้นแบบตั้งชัน ซึ่งมักจะตามมาด้วยความผันผวนที่รุนแรง นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank และ UBS เริ่มมองเป้าหมายระยะยาวในปีนี้ที่ $6,000 หากธนาคารกลางต่างชาติยังคงเดินหน้าทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อมาถือทองคำแทนครับ





