ราคาทองคำ กำลังสะสมพลัง รอพุ่งทดสอบระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย การอ่อนค่าของดอลลาร์
สถานการณ์ราคาทองคำในวันนี้ (26 มกราคม 2569) ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงครับ โดยราคาทองคำได้ ทะลุระดับ 5,110 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง
นี่คือบทวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดที่ทำให้ทองคำพุ่งแรงในขณะนี้ครับ:
1. ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (The Drivers)
-
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ขั้นสูง: ตลาดได้รับแรงกระแทกจากการประกาศนโยบายกำแพงภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ต่อแคนาดา รวมถึงความกังวลเรื่องการหยุดทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (Government Shutdown) นอกจากนี้ ประเด็นความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลางยังคงเป็นเชื้อไฟหลักที่เร่งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
-
การอ่อนค่าของดอลลาร์: เมื่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอนจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง นักลงทุนจึงไหลเข้าสู่ทองคำและเงิน (Silver) ซึ่งวันนี้ราคาเงินก็พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกเช่นกัน
-
แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ยังคงเข้าซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากทุนสำรองในรูปดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง
2. ราคาทองในประเทศไทย (อัปเดต 26 ม.ค. 2569)
ราคาทองไทยปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงตามตลาดโลก โดยสมาคมค้าทองคำประกาศปรับราคาวันนี้ไปแล้วกว่า 18 ครั้ง (ข้อมูล ณ ช่วงบ่าย):
-
ทองคำแท่ง: รับซื้อบาทละ 74,600 บาท | ขายออกบาทละ 74,700 บาท
- ทองรูปพรรณ: ขายออกทะลุ 75,500 บาท
(หมายเหตุ: ราคานี้พุ่งขึ้นมากกว่า 1,600 บาทภายในวันเดียว และรวมตั้งแต่ต้นปีพุ่งมาแล้วเกือบ 10,000 บาท)
3. มุมมองจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่
| สถาบันการเงิน | เป้าหมายราคาทองปี 2026 | มุมมองหลัก |
| Goldman Sachs | $5,400 | ปรับเป้าเพิ่มขึ้น $500 จากเดิม โดยมองว่าการกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์จะยังไม่สิ้นสุด |
| JP Morgan | $5,055 – $5,400 | คาดว่าแรงซื้อจาก ETF และ Central Banks จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งตลอดทั้งปี |
| State Street | $5,000+ | มองว่าปัจจัยเชิงกลยุทธ์และการจัดพอร์ตใหม่ของผู้จัดการกองทุนจะดันราคาไปต่อ |
⚠️ ข้อควรระวังสำหรับการเทรด
แม้เทรนด์จะเป็น “ขาขึ้นชัดเจน” (Parabolic Move) แต่นักวิเคราะห์เริ่มเตือนเรื่อง “ความร้อนแรงเกินไป” ในระยะสั้น:
-
RSI Divergence: ในกราฟทางเทคนิคเริ่มเห็นสัญญาณซื้อมากเกินไป (Overbought)
-
Profit Taking: หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มีการคลี่คลายกะทันหัน อาจเกิดการเทขายทำกำไรอย่างรุนแรงได้
Bottom Line: ทองคำไม่ใช่เพียงเครื่องมือเก็งกำไรในปี 2026 แต่กลายเป็น “เงินตราที่แท้จริง” ในสายตานักลงทุนระดับโลกไปแล้วครับ
หลังจากที่ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) โดยพุ่งทะลุระดับ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันนี้ (26 มกราคม 2026) นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมองว่าตลาดได้ก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” รอบใหม่อย่างเต็มตัวครับ
เป้าหมายราคาทองคำถัดไป (Price Targets 2026)
เมื่อระดับ 5,000 ดอลลาร์กลายเป็นแนวรับใหม่ เป้าหมายถัดไปที่เหล่านักวิเคราะห์มองไว้มีดังนี้ครับ:
| สถาบันการเงิน / นักวิเคราะห์ | เป้าหมายถัดไป (USD/oz) | ช่วงเวลาที่คาดการณ์ |
| Goldman Sachs | 5,400 | ภายในสิ้นปี 2026 |
| Bank of America | 6,000 | ภายในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) 2026 |
| Jefferies | 6,600 | ภายในปี 2026 |
| Swiss Asia Capital | 8,000 | ภายในปี 2028 |
| Yardeni Research | 10,000 | ภายในปี 2030 |
ปัจจัยที่จะพาไปถึงเป้าหมาย (The Catalyst)
-
การกระจายการลงทุนของภาคเอกชน: Goldman Sachs ระบุว่าไม่ใช่แค่ธนาคารกลางที่แห่ซื้อทอง แต่ขณะนี้ “นักลงทุนสถาบันและรายย่อย” เริ่มโยกย้ายเงินจากตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงเกินไป (Overvalued) เข้าสู่ทองคำมากขึ้น
-
นโยบายภาษีและสงครามการค้า: ความตึงเครียดเรื่องภาษีนำเข้า 100% กับแคนาดา และ 10% กับกลุ่มยุโรป (กรณีเกาะกรีนแลนด์) ทำให้เกิดกระแส “Sell America” หรือการเทขายสินทรัพย์ดอลลาร์เพื่อเข้าถือทองคำแทน
-
การซื้อของธนาคารกลาง (Central Bank Buying): ธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ยังคงซื้อทองคำเฉลี่ย 60 ตันต่อเดือน เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization)
-
วิกฤตความเชื่อมั่นใน Fed: กระแสข่าวการสอบสวนประธาน Fed และความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้ทองคำกลายเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของระบบการเงิน
ระดับทางเทคนิคที่ต้องจับตา
-
แนวรับสำคัญ (New Floor): อยู่ที่ 4,950 – 5,000 ดอลลาร์ หากราคาเกิดการย่อตัวแต่ไม่หลุดระดับนี้ จะเป็นฐานที่แข็งแกร่งมากสำหรับการพุ่งไปสู่ 5,400 ดอลลาร์
-
แนวต้านระยะสั้น: 5,133 ดอลลาร์ และ 5,295 ดอลลาร์ (ซึ่งเป็นระดับส่วนขยาย Fibonacci 3.618%)
ข้อแนะนำ: แม้ภาพรวมจะดูเป็นขาขึ้นรุนแรง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาอาจมีความผันผวนสูง (Volatility) ในสัปดาห์นี้เนื่องจากมีการประชุม FOMC ซึ่งจะกำหนดทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีครับ





