“ราคาทองคำพยายามดิ้นรนเพื่อฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของปี (YTD) โดยยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ $4,100 ท่ามกลางกระแสการคาดการณ์เรื่องเฟดขึ้นดอกเบี้ย“
-
สถานการณ์ปัจจุบัน: ราคาทองคำพยายามรีบาวด์หลังจากลงไปแตะจุดต่ำสุดใหม่ของปีนี้ (ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025) แต่แรงส่งค่อนข้างจำกัด โดยกราฟยังคงถูกกดให้อยู่ ต่ำกว่าระดับ $4,100 ในช่วงก่อนเข้าสู่ตลาดเปิดฝั่งยุโรป
-
แรงหนุนและแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อ: ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.9% YoY ช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจพุ่งทะลุกรอบฉับพลัน ทำให้ดอลลาร์ชะลอการแข็งค่าลงบ้างและหนุนราคาทองคำสั้นๆ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) กลับเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.2% YoY (สูงสุดในรอบ 3 ปี) เนื่องจากราคาพลังงานดีดตัวขึ้นถึง 23.5%
-
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากทรัมป์สั่งโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ และอิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เป็นตัวเร่งให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นไปอีก
-
ทิศทางดอกเบี้ยเฟด: วิกฤตเงินเฟ้อรอบใหม่ส่งผลให้นักลงทุนปรับมุมมอง โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักถึง 70% ที่เฟด (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งการคาดการณ์นี้หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และดอลลาร์ ให้แข็งค่าค้ำคอทองคำไว้
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมและมุมมองตลาด (Market Insights)
ตลาดทองคำในเซสชันยุโรปวันนี้แสดงให้เห็นถึง “ความอ่อนแอของฝั่งซื้อ (Bulls)” อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่รุนแรงจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตามปกติแล้วทองคำควรจะดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
แต่การที่ราคาทองคำยังคง ติดอยู่ใต้ระดับ $4,100 สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) มากกว่า เนื่องจากสงครามและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เฟดจำเป็นต้องเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Hawkish Fed) ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงและกดดันราคาทองคำในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้นักลงทุนยังคงรอจับตาดูตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศเพิ่มในคืนนี้เพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
📈 แนวรับ – แนวต้านทางเทคนิค (Technical Levels)
แม้ว่าอินดิเคเตอร์ RSI ในกราฟรายวัน (Daily) จะเริ่มเข้าสู่เขตขายมากเกินไป (Oversold) ซึ่งอาจทำให้เกิดการรีบาวด์หรือทำ Short-covering สลับขึ้นมาได้บ้าง แต่ในเชิงโครงสร้างเทรนด์ (Market Structure) ฝั่ง Bear (ขาลง) ยังคงได้เปรียบอย่างสมบูรณ์หลังจากราคาหลุดเส้นเฉลี่ย 200 วัน (200-day SMA) ลงมา
-
แนวต้าน (Resistance):
-
แนวต้านที่ 1:
$4,120 - $4,150(โซน High เดิมของเซสชันเอเชีย และแนวต้านย่อยระยะสั้น) -
แนวต้านที่ 2:
$4,257.39(แนวรับของกรอบช่องคู่ขนานขาลงเดิมที่พังลงมา ตอนนี้เปลี่ยนทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญ) -
แนวต้านที่ 3:
$4,446.37(เส้นค่าเฉลี่ย 200-day SMA ปราการด่านสำคัญในการเปลี่ยนเทรนด์ใหญ่)
-
-
แนวรับ (Support):
-
แนวรับที่ 1:
$4,080 - $4,070(จุดต่ำสุดของปี (YTD) ที่เพิ่งลงไปทดสอบมาในวันนี้) -
แนวรับที่ 2:
$4,000(แนวรับจิตวิทยาเลขกลมๆ ขนาดใหญ่ หากหลุดระดับนี้ราคาอาจเกิด Panic Sell ลงไปหาโซนต่ำสุดเดิมของปีก่อนหน้าได้)
-
📝 บทสรุปมุมมองจาก THAIFRX.COM
“Bearish Bias / เด้งเปิดสถานะ Sell สั้นๆ ยึด SL เหนียวแน่น”: ทิศทางราคาของทองคำ (XAU/USD) ยังคงมีทิศทางที่ไหลลงได้ง่ายกว่าการปรับตัวขึ้น (Path of least resistance is to the downside) ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือ
$4,257ได้อย่างแข็งแกร่ง แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ “ตั้งรับเพื่อเปิดสถานะ Sell (Short) เมื่อราคาดีดตัวทดสอบแนวต้าน” โดยอาจรอจังหวะที่ราคาฟื้นตัวขึ้นไปแถวระดับ$4,120 - $4,150แล้วมีแรงเทขายสลับลงมา ตั้งจุดตัดขาดทุน (SL) ไว้เหนือโซนแนวต้าน และตั้งเป้าหมายทำกำไร (TP) ที่แนวรับหลักบริเวณ$4,080หรือลุ้นรันเทรนด์สั้นๆ ไปปิดทำกำไรก่อนถึงระดับ$4,000ครับ




