สรุปประเด็นสำคัญจากรายงานของ Commerzbank และ สถานการณ์ตลาดแร่เงิน (Silver) ล่าสุด ณ วันที่ 17 มกราคม 2569 (2026) ดังนี้ครับ:
1. การสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New All-Time High)
-
ราคาพุ่งทะลุสถิติ: เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 ราคาแร่เงินพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $93.75 ต่อออนซ์
-
แซงหน้าทองคำ: ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาเงินพุ่งขึ้นแล้วกว่า 30% ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้นเพียง 7% และหากย้อนกลับไปในปี 2568 แร่เงินทำผลงานได้โดดเด่นกว่าทองคำอย่างมาก โดยราคาพุ่งขึ้นเกือบ 150%
-
อัตราส่วน Gold/Silver: การพุ่งขึ้นครั้งนี้ทำให้อัตราส่วน Gold/Silver ลดลงต่ำกว่าระดับ 50 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 (พ.ศ. 2555) สะท้อนว่าแร่เงินมีมูลค่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับทองคำ
2. ท่าทีของ “ทรัมป์” และการย่อตัวของราคา
-
คลายกังวลเรื่องภาษี: หลังจากราคาแตะจุดสูงสุด ราคาเงินได้ร่วงลงกว่า 7% (ลงมาอยู่ที่บริเวณ $86 – $90) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนเจรจา “ข้อตกลงทวิภาคีเพื่อจัดหาแร่ธาตุสำคัญ” (Bilateral agreements for critical minerals) แทนการตั้งกำแพงภาษีในทันที
-
การไหลเวียนของแร่เงิน: เมื่อความกังวลเรื่องภาษีลดลง แร่เงินจากสต็อกของ COMEX สามารถไหลไปยังจีนได้สะดวกขึ้น ซึ่งปัจจุบันจีนกำลังประสบภาวะขาดแคลนแร่เงินอย่างหนัก โดยสต็อกในจีนลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี
3. ปัจจัยพื้นฐาน: ตลาดตึงตัว (Tight Supply)
-
สต็อกลดลงต่อเนื่อง: ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีแร่เงินไหลออกจากคลัง COMEX แล้วกว่า 97.5 ล้านออนซ์ (ประมาณ 3,000 ตัน) เพื่อเติมเต็มความต้องการในลอนดอนและจีน
-
แร่ธาตุยุทธศาสตร์: การที่สหรัฐฯ จัดให้แร่เงินอยู่ในรายชื่อ “แร่ธาตุสำคัญ” (Critical Minerals) ทำให้มีความต้องการสะสมเพื่อความมั่นคงทางอุตสาหกรรม (โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และชิป AI) มากกว่าการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
4. ข่าวดีสำหรับรายย่อย: สัญญาฟิวเจอร์สรูปแบบใหม่
-
CME เปิดตัวสัญญา 100 ออนซ์: ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ CME Group (เจ้าของ COMEX) จะเปิดตัวสัญญาฟิวเจอร์สแร่เงินขนาดเล็กเพียง 100 ออนซ์ (จากเดิมที่สัญญามาตรฐานคือ 5,000 ออนซ์)
-
เป้าหมาย: เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงตลาดแร่เงินได้ง่ายขึ้นด้วยเงินทุนที่น้อยลง ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นแรงส่ง (Tailwind) ให้ราคาขยับขึ้นได้อีก




