ค่าเงิน (Currency Value) หรือที่มักเรียกกันว่า อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) คือ “ราคา” ของเงินสกุลหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอีกสกุลหนึ่งครับ
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้มองว่าเงินก็เหมือน “สินค้า” ชนิดหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงตามความต้องการของตลาดครับ
1. วิธีดูค่าเงิน (แข็งค่า vs อ่อนค่า)
เรามักจะเทียบค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐ ($USD$) เป็นหลัก:
-
ค่าเงินแข็งค่า (Appreciation): คือการที่เงินบาทมีค่ามากขึ้น ใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อแลก 1 ดอลลาร์เท่าเดิม
-
ตัวอย่าง: จาก $1 USD = 35$ บาท เปลี่ยนเป็น $1 USD = 33$ บาท (แบบนี้เรียก “บาทแข็ง”)
-
-
ค่าเงินอ่อนค่า (Depreciation): คือการที่เงินบาทมีค่าน้อยลง ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลก 1 ดอลลาร์เท่าเดิม
-
ตัวอย่าง: จาก $1 USD = 35$ บาท เปลี่ยนเป็น $1 USD = 37$ บาท (แบบนี้เรียก “บาทอ่อน”)
-
2. ใครได้ใครเสีย?
| สถานการณ์ | ผู้ที่ได้รับประโยชน์ (Win) | ผู้ที่เสียประโยชน์ (Loss) |
| บาทแข็ง | ผู้นำเข้า (ซื้อของนอกถูกลง), คนไปเที่ยวต่างประเทศ, คนมีหนี้ต่างประเทศ | ผู้ส่งออก (ได้เงินบาทน้อยลง), การท่องเที่ยว (ฝรั่งมองว่าไทยแพงขึ้น) |
| บาทอ่อน | ผู้ส่งออก (แลกเงินกลับมาได้บาทเยอะขึ้น), การท่องเที่ยว (ดึงดูดต่างชาติ), คนทำงานต่างประเทศ | ผู้นำเข้า (ต้นทุนสินค้าแพงขึ้น), คนซื้อของออนไลน์จากนอก, ผู้ใช้พลังงาน (น้ำมันนำเข้าแพงขึ้น) |
3. ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินขยับ
-
อัตราดอกเบี้ย: ถ้าประเทศไหนให้ดอกเบี้ยสูง นักลงทุนจะอยากเอาเงินมาฝาก ทำให้เงินสกุลนั้น แข็งค่า
-
เศรษฐกิจ: ประเทศที่เศรษฐกิจดี มีการส่งออกเยอะ หรือมีนักท่องเที่ยวเข้ามาก จะมีความต้องการเงินสกุลนั้นสูง ทำให้ แข็งค่า
-
นโยบายการเงิน: เช่น การทำ Monetary Easing (พิมพ์เงินเพิ่ม/ลดดอกเบี้ย) มักจะทำให้ค่าเงิน อ่อนค่า ลง
สรุป: ค่าเงินคือดัชนีชี้วัดความต้องการเงินของประเทศนั้นๆ ในสายตาชาวโลกครับ
🟩 สมัครเทรด #ค่าเงิน #ทองคำ สนับสนุน THAIFRX.COM คลิกที่ลิ้งค์นี้
https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0





