นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank (DB) รายงานในวันนี้ (4 มีนาคม 2026) ว่าราคาน้ำมันโลกเผชิญกับ “Middle East Shock” หรือภาวะตื่นตระหนกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brent และ WTI พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 2 วันนับตั้งแต่ปี 2020 ครับ
มุมมองเชิงลึกจาก Deutsche Bank
-
การพุ่งขึ้นที่รุนแรงแต่ยังมีขีดจำกัด: DB ตั้งข้อสังเกตว่าแม้ราคาจะกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว (Brent เข้าใกล้ $80 และ WTI แตะ $75) แต่ระดับราคานี้ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2024 และยังห่างไกลจากระดับที่จะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เหมือนในอดีต
-
ประวัติศาสตร์การพุ่งของราคา: Jim Reid นักกลยุทธ์ของ DB ระบุว่าเพื่อให้ติดอันดับ Top 5 ของการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ราคาน้ำมันจำเป็นต้องบวกเพิ่มขึ้นถึง +13.9% ภายในวันเดียว ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันแม้จะรุนแรงแต่ยังถือว่าเป็นการตอบรับตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Risk Premium) มากกว่าการขาดแคลนอุปทานจริงในระยะยาว
-
ตัวแปรสำคัญคือ “ระยะเวลา”: DB เน้นย้ำว่าทิศทางถัดไปขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อเพียงใด โดยเฉพาะการสัญจรผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากมีการปิดถาวรจะส่งผลกระทบที่คำนวณไม่ได้ แต่ในขณะนี้ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่พร้อมจะคุ้มกันกองเรือน้ำมัน
ระดับราคาและแนวต้านสำคัญ (4 มีนาคม 2026)
| สกุลน้ำมัน | ราคาปัจจุบัน | แนวต้านสำคัญ | แนวโน้ม (Outlook) |
| Brent Crude | $82.58 | $85.00 | ขาขึ้น (Bullish) หากสงครามยังขยายวง |
| WTI Crude | $75.46 | $80.00 | ขาขึ้น (Bullish) ตามปัจจัยเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซีย |
การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถาบันอื่น
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น นี่คือการเปรียบเทียบมุมมองต่อราคาน้ำมันในสถานการณ์ปัจจุบันครับ:
-
J.P. Morgan: คาดการณ์ว่าหากความขัดแย้งลากยาวเกิน 3 สัปดาห์ และช่องแคบฮอร์มุซปิดสนิท ราคาน้ำมัน Brent อาจพุ่งไปแตะ $120 ได้
-
Goldman Sachs: ประเมินว่าปัจจุบันมี “Geopolitical Risk Premium” หรือค่าความเสี่ยงแฝงอยู่ในราคาน้ำมันแล้วประมาณ $15 – $18 ต่อบาร์เรล
-
Deutsche Bank: มีมุมมองที่ดุดันที่สุดในบางสถานการณ์ โดยชี้ว่าหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบและอุปทานหายไปอย่างถาวร ราคาอาจมีความเป็นไปได้ที่จะทดสอบระดับ $200 (Worst-case scenario)
ข้อสังเกตสำหรับนักเทรด: DB เตือนว่าแม้ราคาจะดูพุ่งแรง แต่ต้องระวังแรงเทขาย (Sell on fact) หากมีการประกาศหยุดยิงหรือเริ่มมีการเจรจาทางการทูตเกิดขึ้น เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ยังคงมีสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) อยู่เล็กน้อยครับ





