ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 6% ทะลุระดับ $77 ต่อบาร์เรลในวันนี้ (3 มีนาคม 2026) หลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน เข้าสู่ภาวะวิกฤตสูงสุด โดยมีปัจจัยชี้ชะตาจากการโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซครับ
สรุปสถานการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $77
-
การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Effective Closure): ตลาดตื่นตระหนกหลังจากมีรายงานว่าการจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ซึ่งคิดเป็น 20% ของน้ำมันโลก) หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด โดยอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านทางเพื่อตอบโต้ที่ศูนย์บัญชาการ IRGC ถูกทำลาย
-
เหตุโดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาด: ช่วงเช้าที่ผ่านมา สถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบียถูกโดรนโจมตีจนเกิดไฟไหม้ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศกร้าวทันทีว่าสหรัฐฯ จะมีการตอบโต้ครั้งใหญ่ในเร็ว ๆ นี้ (Soon) ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์พุ่งแตะระดับสูงสุด (Risk Premium พุ่งเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ $18 ต่อบาร์เรล)
-
โรงกลั่น Ras Tanura ถูกโจมตี: Saudi Aramco ต้องสั่งระงับการดำเนินงานชั่วคราวที่โรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรหลังจากถูกโดรนโจมตี ยิ่งซ้ำเติมความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันในตลาดโลก
-
การระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรอง (SPR): แม้จะมีข่าวว่าสหรัฐฯ อาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อพยุงราคา แต่ตลาดมองว่าไม่สามารถทดแทนน้ำมันปริมาณมหาศาลที่หายไปจากตะวันออกกลางได้
ระดับราคาสำคัญทางเทคนิค (WTI)
| ระดับราคา | ความสำคัญ | มุมมองทางเทคนิค |
| $82.00 | แนวต้านถัดไป | ระดับสูงสุดเดิมในช่วงสงครามปี 2025 และเป็นเป้าหมายระยะสั้น |
| $77.99 | 52-Week High | หากผ่านระดับนี้ไปได้ จะเข้าสู่โซน High ใหม่ในรอบปี |
| $77.16 | ราคาปัจจุบัน | พุ่งขึ้นแรงที่สุดในวันเดียว (1-day return > 6%) |
| $74.50 | แนวรับแรก | ระดับจิตวิทยาที่เคยเป็นแนวต้านสำคัญก่อนการพุ่งขึ้นครั้งนี้ |
มุมมองและสิ่งที่ต้องระวัง
นักวิเคราะห์จาก Barclays และ Goldman Sachs เริ่มออกมาเตือนว่าหากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 สัปดาห์ เราอาจเห็นราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ $100 และ WTI แตะ $90-$95 ได้ในพริบตาครับ
ข้อแนะนำสำหรับนักเทรด: ในสภาวะ “War Market” แบบนี้ กราฟเทคนิคอาจถูกทำลายได้ด้วยพาดหัวข่าว (Headline) เพียงชิ้นเดียว ควรระมัดระวังการถือสถานะข้ามคืนเนื่องจากอาจเกิด Gap ของราคาที่รุนแรงครับ





