ภาษีศุลกากรคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
นิยาม
ภาษีศุลกากร (Tariff) คือภาษีที่ประเทศหนึ่งเรียกเก็บจากสินค้าและบริการที่นำเข้าจากอีกประเทศหนึ่ง เพื่อใช้ในการโน้มน้าวประเทศคู่ค้า สร้างรายได้ หรือปกป้องความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลใช้ภาษีศุลกากรเพื่อสร้างรายได้ ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ หรือใช้แรงกดดันทางการเมืองต่อประเทศอื่น
- ภาษีศุลกากร มักนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคสูงขึ้น
- ภาษีศุลกากรมีประวัติศาสตร์ยาวนานและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และการถกเถียงว่ามันเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ยังคงดำเนินอยู่
ภาษีศุลกากรคืออะไร
ภาษีศุลกากรคือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ สร้างรายได้ หรือกดดันให้ประเทศอื่นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่าง ประเทศส่วนใหญ่ถูกจำกัดด้วยทรัพยากรธรรมชาติและความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการบางอย่าง จึงต้องค้าขายกับประเทศอื่นเพื่อให้ประชากรได้รับสิ่งที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่ราบรื่นเสมอไป นโยบาย การเมือง ความขัดแย้ง และปัจจัยอื่น ๆ อาจทำให้คู่ค้ามีความไม่พอใจ หนึ่งในวิธีที่รัฐบาลใช้จัดการกับคู่ค้าที่ไม่เห็นด้วยคือการเก็บภาษีศุลกากร ภาษีศุลกากรถูกใช้เพื่อปกป้องบริษัทและงานภายในประเทศ จากบริษัทต่างชาติที่ราคาถูกกว่า โดยทำให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น
การทำความเข้าใจภาษีศุลกากร
ภาษีศุลกากรถูกใช้เพื่อจำกัดการนำเข้า กล่าวง่าย ๆ คือ มันทำให้ราคาสินค้าและบริการที่ซื้อจากประเทศอื่นสูงขึ้น ทำให้สินค้านั้นไม่น่าดึงดูดสำหรับผู้บริโภคภายในประเทศ ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ภาษีศุลกากรส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออก เพราะผู้บริโภคในประเทศที่เก็บภาษีอาจหลีกเลี่ยงสินค้านำเข้าเนื่องจากราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคยังเลือกซื้อสินค้านำเข้า ภาษีนี้ก็จะทำให้ต้นทุนสินค้านั้นสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค
มีภาษีศุลกากรสองประเภทหลัก:
- ภาษีเฉพาะ (Specific Tariff): เรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมคงที่ตามประเภทสินค้า เช่น ภาษี 500 ดอลลาร์ต่อรถยนต์หนึ่งคัน
- ภาษีตามมูลค่า (Ad Valorem Tariff): เรียกเก็บตามเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า เช่น 5% ของมูลค่านำเข้า
เหตุผลที่รัฐบาลเก็บภาษีศุลกากร
รัฐบาลอาจเก็บภาษีศุลกากรด้วยเหตุผลหลายประการ:
- เพื่อสร้างรายได้
- เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
- เพื่อปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศ
- เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
สร้างรายได้ ภาษีศุลกากรสามารถใช้สร้างรายได้ให้รัฐบาล เรียกว่า “ภาษีเพื่อรายได้” ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจำกัดการนำเข้า เช่น ในปี 2018 และ 2019 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลของเขาสั่งเก็บภาษีจากสินค้าหลายรายการเพื่อปรับสมดุลการขาดดุลการค้า สหรัฐฯ เก็บเงินจากอากรศุลกากรได้ 40.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2018 และ 71.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2019
ปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ รัฐบาลใช้ภาษีเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมเฉพาะ โดยปกป้องบริษัทและงาน เช่น ในเดือนเมษายน 2018 ทรัมป์เก็บภาษี 25% แบบตามมูลค่าจากสินค้าเหล็กนำเข้าจากทุกประเทศ ยกเว้นแคนาดาและเม็กซิโก ในเดือนมีนาคม 2022 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เปลี่ยนภาษีเหล็กจากสหราชอาณาจักรเป็นระบบโควตาอากร (tariff-rate quota) ที่ 500,000 ตันเมตริก และทำข้อตกลงโควตากับประเทศอื่น ๆ มาตรการนี้ช่วยเปิดการค้ากับสหราชอาณาจักรในบางรายการ ขณะเดียวกันก็ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กและงานผลิตในสหรัฐฯ
ปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศ การทำให้สินค้าต่างชาติแพงขึ้น สามารถทำให้สินค้าผลิตในประเทศดูน่าดึงดูดกว่า บางสินค้าที่ผลิตในประเทศที่มีกฎระเบียบน้อยกว่าอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น สินค้าที่เคลือบด้วยสีที่มีสารตะกั่ว ภาษีศุลกากรสามารถทำให้สินค้าเหล่านั้นแพงจนผู้บริโภคไม่ซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ได้เก็บภาษี 25% จากนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก และ 10% จากจีน เหตุผลคือเพื่อบังคับให้ประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการหยุดยั้งการเข้าเมืองผิดกฎหมายและยาเสพติดอย่างเฟนทานิล รวมถึงส่งเสริมการผลิตในประเทศและสร้างรายได้
ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ภาษีศุลกากรยังถูกใช้เป็นส่วนขยายของนโยบายต่างประเทศ เพื่อกดดันคู่ค้า เช่น เมื่อรัสเซียบุกยูเครน โลกส่วนใหญ่ประท้วงด้วยการคว่ำบาตรสินค้ารัสเซียหรือใช้มาตรการลงโทษ ในเดือนเมษายน 2022 ไบเดนระงับการค้าปกติกับรัสเซีย และในเดือนมิถุนายน เพิ่มภาษีนำเข้าจากรัสเซียที่ไม่ถูกห้ามเป็น 35%
ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของภาษีศุลกากร
ภาษีศุลกากรอาจมีผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด:
- ทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศไร้ประสิทธิภาพและขาดนวัตกรรม เพราะขาดการแข่งขัน
- ทำให้ผู้บริโภคภายในประเทศเสียหาย เพราะขาดการแข่งขันทำให้ราคาสูงขึ้น
- สร้างความตึงเครียด โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมหรือภูมิภาคเฉพาะมากกว่า เช่น ภาษีที่ช่วยผู้ผลิตในเมืองอาจทำร้ายผู้บริโภคในชนบทที่ต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
- การพยายามกดดันประเทศคู่แข่งด้วยภาษีอาจกลายเป็นวงจรการตอบโต้ที่ไร้ประโยชน์ หรือที่เรียกว่า “สงครามการค้า”
ข้อดีและข้อเสียของภาษีศุลกากร
ข้อดี
- สร้างรายได้
- เปิดโอกาสในการเจรจา
- สนับสนุนเป้าหมายของชาติ
- ทำให้ตลาดคาดเดาได้
ข้อเสีย
- สร้างปัญหาระหว่างรัฐบาล
- นำไปสู่สงครามการค้า
คำอธิบายข้อดี
- สร้างรายได้: ภาษีศุลกากรช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่ม ลดภาระภาษีของประชาชนและช่วยลดการขาดดุล
- เปิดโอกาสในการเจรจา: ประเทศสามารถใช้ภาษีเพื่อเปิดการเจรจาเรื่องการค้าหรือประเด็นอื่น ๆ
- สนับสนุนเป้าหมายของชาติ: การใช้ภาษีเพื่อให้สินค้าภายในประเทศได้รับความสำคัญ เป็นวิธีที่นิยมเพื่อสนับสนุนธุรกิจและเศรษฐกิจ
- ทำให้ตลาดคาดเดาได้: ภาษีช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพและราคาคาดเดาได้
คำอธิบายข้อเสีย
- สร้างปัญหาระหว่างรัฐบาล: หลายประเทศใช้ภาษีเพื่อลงโทษหรือยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียด
- นำไปสู่สงครามการค้า: การตอบโต้ด้วยภาษีจากประเทศที่ถูกเก็บ มักนำไปสู่สงครามการค้าที่ไม่มีใครได้ประโยชน์
ประวัติศาสตร์ของภาษีศุลกากร
ยุโรปก่อนสมัยใหม่ ในยุโรปสมัยก่อน ความมั่งคั่งของชาติถูกมองว่ามาจากสินทรัพย์ถาวร เช่น ทองคำ เงิน ที่ดิน และทรัพยากรทางกายภาพ การค้าถูกมองเป็นเกมที่ผลรวมเป็นศูนย์ หากนำเข้าเกินส่งออก ทรัพยากร (โดยเฉพาะทองคำ) จะไหลออกนอกประเทศ การค้าข้ามพรมแดนจึงถูกมองด้วยความสงสัย ประเทศต่าง ๆ ชอบสร้างอาณานิคมเพื่อการค้าพิเศษแทนการค้ากับกันและกัน ระบบนี้เรียกว่า “ลัทธิการค้าหนักทอง” (Mercantilism) ซึ่งพึ่งพาภาษีศุลกากรสูงและแม้แต่การห้ามค้าบางอย่าง
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ใหม่ นักเศรษฐศาสตร์ชาวสก็อต อดัม สมิธ เป็นหนึ่งในคนแรกที่ตั้งคำถามกับระบบนี้ ในหนังสือ “Wealth of Nations” ปี 1776 นักเขียนต่อมาเช่น เดวิด ริคาร์โด พัฒนาเป็นทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งระบุว่าหากประเทศหนึ่งผลิตสินค้าบางอย่างได้ดีกว่า ควรทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นและค้าขายกัน แทนการสร้างกำแพง
ปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การค้าที่ค่อนข้างเสรีเฟื่องฟูในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 แต่สงครามโลกครั้งที่ 1 พิสูจน์ว่าผิด และแนวชาตินิยมรวมถึงภาษีสูงกลับมาครองจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังจากนั้น การค้าเสรีฟื้นตัว 50 ปี จนเกิดองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 1995 และข้อตกลงการค้าเสรีต่าง ๆ เช่น NAFTA (ซึ่งเปลี่ยนเป็น USMCA) และสหภาพยุโรป
ช่วงปี 2010s ความสงสัยต่อรูปแบบนี้เพิ่มขึ้น อังกฤษโหวตออกจาก EU ในปี 2016 และทรัมป์ชนะเลือกตั้งด้วยนโยบายเก็บภาษีจากจีนและเม็กซิโก
นักวิจารณ์ข้อตกลงการค้าเสรีแบบหลายฝ่ายระบุว่ามันกัดกร่อนอธิปไตยและนำไปสู่การแข่งขันลดมาตรฐานค่าจ้างและคุณภาพ ในขณะที่ผู้ปกป้องบอกว่าภาษีนำไปสู่สงครามการค้า ทำร้ายผู้บริโภค และขัดขวางนวัตกรรม
นิยามง่าย ๆ ของภาษีศุลกากรคืออะไร
ภาษีศุลกากรคือค่าธรรมเนียมเพิ่มที่ประเทศเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้า
ตัวอย่างภาษีศุลกากร
ตัวอย่างที่รู้จักดีที่สุดในสหรัฐฯ คือภาษีชาที่อังกฤษเก็บจากอาณานิคมอเมริกา ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ Boston Tea Party
ภาษีศุลกากรทำงานอย่างไร
ในฐานะค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้า ภาษีศุลกากรทำงานโดยเปลี่ยนความตั้งใจและเงินของผู้ซื้อไปจากประเทศผู้ส่งออก
สรุป
ภาษีศุลกากรมีอยู่มานานหลายศตวรรษ คู่ค้าต่างใช้เพื่อโน้มน้าวทางการเมือง ปกป้องอุตสาหกรรมและผู้บริโภคภายในประเทศ และส่งเสริมเป้าหมายและผลประโยชน์ของชาติ ภาษีศุลกากรไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป แม้ข่าวอาจทำให้ดูเช่นนั้น มันสามารถเป็นเครื่องมือเปิดการเจรจาใหม่ ให้คู่ค้าพูดคุยความกังวล และช่วยให้ตลาดของประเทศมีเสถียรภาพ
🟩 สมัครเทรดค่าเงิน ทองคำ คริปโตที่ลิ้งค์ ข้างล่าง
https://one.exnessonelink.com/a/se21a7h0





