“น้ำมันล้นประเทศ! อิหร่านวิกฤตหนัก ส่งออกไม่ได้จนต้องขุดถังเก็บเก่าสภาพทรุดโทรมมาสำรองน้ำมัน” รายงานข่าวระบุว่า อิหร่านกำลังเผชิญกับภาวะน้ำมันดิบค้างสต็อกมหาศาลเนื่องจากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ (U.S. Blockade) ส่งผลให้คลังเก็บน้ำมันหลักเต็ม จนต้องนำถังเก็บน้ำมันที่เลิกใช้งานแล้ว รวมถึงถังเก็บสภาพเก่า (Derelict Tanks) ในพื้นที่อาห์วาซและอาซาลูเยห์ กลับมาใช้เพื่อประยังเวลา
📈 ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดเพิ่มเติม (Market Insights)
เจาะลึกสถานการณ์ “คอขวด” ของอิหร่านที่กำลังเขย่าขวัญตลาดพลังงานโลก:
1. วิกฤตคลังน้ำมันเต็มความจุ (Tank Top Crisis)
-
ตัวเลขที่น่าตกใจ: นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมท่าเรือเมื่อวันที่ 13 เมษายน การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงจาก 2.1 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือเพียงประมาณ 5.6 แสนบาร์เรล/วัน เท่านั้น
-
ขีดจำกัดสูงสุด: นักวิเคราะห์จาก Kpler และ WSJ ประเมินว่าคลังน้ำมันสำรองของอิหร่านจะเต็มความจุ (Tank Top) ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ข้างหน้า (ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม) หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
2. ความเสี่ยงต่อแหล่งผลิต (Production Risk)
-
ความเสียหายถาวร: หากคลังเต็มจนต้องสั่ง “ปิดบ่อน้ำมัน” (Shut-in) จะเกิดความเสี่ยงทางเทคนิคที่เรียกว่า “Water Coning” หรือการที่น้ำใต้ดินไหลทะลักเข้าสู่แหล่งกักเก็บ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายถาวรต่อศักยภาพการผลิตน้ำมันของอิหร่านในอนาคตได้ถึง 3 – 5 แสนบาร์เรล/วัน
-
การลดกำลังการผลิต: ปัจจุบันบริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านเริ่มลดกำลังการผลิตลงแล้วเพื่อยื้อเวลาไม่ให้คลังเต็มเร็วเกินไป
3. ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก (Supply Shock)
-
ส่วนต่างราคาพุ่ง: ในขณะที่อิหร่านน้ำมันล้นจนไม่มีที่เก็บ แต่ตลาดโลกกลับขาดแคลนน้ำมันดิบหนัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือ $100 และ WTI พุ่งแตะ $97 เนื่องจากปริมาณน้ำมันมหาศาลติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
💡 บทสรุปจาก THAIFRX.COM
สถานการณ์ที่อิหร่านต้องใช้ “ถังเก็บเก่าสภาพพัง” สะท้อนถึงภาวะ “หลังชนฝา” ของรัฐบาลเปเซชเคียน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อิหร่านพยายามยื่นข้อเสนอสงบศึกกับทรัมป์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (แม้ทรัมป์จะยังไม่ยอมรับก็ตาม)
มุมมองเทรดเดอร์: ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด หากอิหร่านไม่สามารถหาที่เก็บน้ำมันได้เพิ่มและเจรจาไม่สำเร็จ เราอาจเห็นการตัดสินใจที่รุนแรงขึ้นจากฝั่งอิหร่านเพื่อกดดันให้นานาชาติเข้ามาแทรกแซง หรือในทางกลับกัน ราคาน้ำมันอาจเกิดการ “Spike” (พุ่งขึ้นฉับพลัน) หากมีการปิดบ่อน้ำมันถาวรเกิดขึ้นจริง





