“คาดการณ์ราคา USD/JPY: เล็งทดสอบจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปีใกล้ 163.00 หลังพุ่งทะลุเส้นฐาน EMA 9 วัน”
-
คู่เงิน USD/JPY ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 162.20 ในช่วงตลาดเซสชันยุโรปเช้าวันจันทร์ โครงสร้างราคายังคงทวีความร้อนแรงในฝั่งขาขึ้น (Bullish Bias) อย่างชัดเจนหลังรักษาระดับเหนือเส้นค่าเฉลี่ยสั้น-กลาง (9-day & 50-day EMAs) ได้อย่างมั่นคง ทำให้นักลงทุนมองเป้าหมายถัดไปที่จุดสูงสุดเดิมในรอบ 40 ปี บริเวณ 162.84 และมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านกรอบบนที่ 163.40
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมและบทวิเคราะห์เชิงลึก (Market Insights)
1. ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Drivers)
-
ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยและแรงหนุนจาก Carry Trade: แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 มาอยู่ที่ 1.00% ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นก็ยังคงกว้างมาก ทำให้นักลงทุนสถาบันและกลุ่ม Hedge Funds ยังคงเดินหน้าใช้กลยุทธ์ Yen Carry Trade (ยืมเงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า) สอดคล้องกับรายงานล่าสุดจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เป้าหมาย USD/JPY ในระยะ 12 เดือนข้างหน้าขึ้นสู่ระดับ 165.00 เยน
-
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หนุน Safe-Haven USD: ปัญหาความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าถือครองดอลลาร์สหรัฐเพิ่มเติม ยิ่งกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
-
ปัจจัยเสี่ยงที่นักเทรดต้องระวังสูงสุด (Intervention Risk): ความร้อนแรงของ USD/JPY ที่เฉียดเข้าใกล้ระดับ 163.00 ทำให้ทางการญี่ปุ่นนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Satsuki Katayama) และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (Minoru Kihara) ออกแถลงการณ์เตือนอย่างเข้มงวดว่า “พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทันทีหากพบพฤติกรรมการเก็งกำไรที่รุนแรงเกินไป” ความเสี่ยงจากการเข้าแทรกแซง (FX Intervention) นี้อาจทำให้ราคาดิ่งลงอย่างรุนแรงและเฉียบพลันได้ทุกเมื่อ
2. มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)
-
วิ่งตามกรอบ Ascending Channel: โครงสร้างกราฟรายวันชี้ชัดว่า USD/JPY ยังคงแกว่งตัวไต่ระดับขึ้นตามกรอบแนวโน้มขาขึ้น (Ascending Channel) โดยมีเส้น EMA 9 วัน ที่ระดับ 161.76 และเส้น EMA 50 วัน ที่ 160.23 ทำหน้าที่เป็นแนวรองรับแบบไดนามิกที่แข็งแกร่ง
-
RSI บ่งชี้โมเมนตัม แต่ยังไม่ถึงขั้น Overbought สุดขีด: ค่า RSI 14 วัน เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 62 สะท้อนว่าฝั่งผู้ซื้อ (Buyers) ยังคงเป็นผู้ควบคุมตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ และราคายังพอมีช่องว่าง (Room) ให้ปรับตัวขึ้นต่อได้ก่อนจะเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Extreme Overbought)
📈 ตารางสรุปแนวรับ – แนวต้าน (Support & Resistance)
| ระดับสำคัญ | ราคา (JPY) | รายละเอียดทางเทคนิค / นัยสำคัญ |
| แนวต้าน 2 | 163.40 |
ขอบบนของกรอบแนวโน้มขาขึ้น (Ascending Channel Upper Boundary) |
| แนวต้าน 1 | 162.84 |
จุดสูงสุดเดิมในรอบ 40 ปี (ทำไว้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026) |
| ราคาปัจจุบัน | 162.20 |
(รักษาระดับบวกต่อเนื่องในเซสชันยุโรป) |
| แนวรับ 1 | 161.76 |
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น 9-day EMA (ด่านแรกในการรับราคา) |
| แนวรับ 2 | 160.80 |
กรอบล่างของแนวโน้มขาขึ้น (Ascending Channel Lower Boundary) |
| แนวรับสำคัญ | 160.23 |
เส้นค่าเฉลี่ย 50-day EMA ห้ามหลุดเด็ดขาดเพื่อรักษาเทรนด์ |
🎯 บทสรุปสำหรับนักเทรด (Trader’s Conclusion)
“ฝั่ง Buy ได้เปรียบตามเทรนด์ แต่ต้องเทรดด้วยความระมัดระวังสูงสุดจากภัยแทรกแซงของ BoJ”
ตามเทคนิคอล USD/JPY มีโอกาสสูงที่จะขึ้นไปทดสอบแนวต้าน
162.84และ163.40
กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Buy on Dip (รอซื้อเมื่อย่อตัว) โดยตั้งรับบริเวณแนวรับแรก
161.76หรือใกล้ ๆ โซน161.00 - 160.80เพื่อความปลอดภัยในการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss)ข้อควรระวังพิเศษ: เนื่องจากราคาอยู่ใกล้จุดสูงสุดในรอบ 40 ปี นักเทรดควรหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะ Buy ไล่ราคาที่แนวต้าน (Chase Buy) และจำเป็นต้องควบคุมความเสี่ยง (Risk Management) อย่างเข้มงวด วางจุดตัดขาดทุนทุกครั้งเพื่อป้องกันความเสียหายหากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นตัดสินใจทุบตลาดเพื่อแทรกแซงค่าเงินเยนกะทันหัน



