สรุปสถานการณ์ความตึงเครียดกรณีสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ (Greenland) ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569 ซึ่งกำลังกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่สงครามการค้าและการเผชิญหน้าทางทหารกับยุโรป ดังนี้ครับ:
1. ต้นเหตุของความขัดแย้ง (The Greenland Crisis)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นแนวคิดที่จะให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์ (ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีนในอาร์กติก
-
ท่าทีของสหรัฐฯ: รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า “การครอบครองกรีนแลนด์คือความจำเป็นอย่างยิ่งยวด” และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ “กำลังทางทหาร” หรือมาตรการกดดันขั้นรุนแรงเพื่อให้ได้มา
-
การดำเนินการ: สหรัฐฯ ได้ส่งทูตพิเศษ (Jeff Landry) ออกมายืนยันว่าทรัมป์ “เอาจริง” กับเรื่องนี้ ขณะที่กระทรวงกลาโหมเดนมาร์กสั่งการให้กองกำลังในพื้นที่ตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย
2. สงครามการค้าและมาตรการตอบโต้ (Trade War & Sanctions)
ข้อเรียกร้องเรื่องกรีนแลนด์ถูกนำไปผูกโยงกับนโยบายการค้าที่ก้าวร้าวของสหรัฐฯ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึง “สงครามการค้าโลกรอบใหม่”:
-
การกดดันผ่านภาษี: มีรายงานว่าสหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) เพื่อกดดันเดนมาร์กและสหภาพยุโรป (EU) ให้ยอมเจรจาเรื่องกรีนแลนด์
-
ยุโรปขู่ตอบโต้: สมาชิกรัฐสภายุโรป (MEP) บางส่วนเสนอให้ “ระงับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ” และพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) เพื่อแสดงให้เห็นว่ายุโรปจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคาม
-
ผลกระทบวงกว้าง: การเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโต้ (NATO) ตึงเครียดถึงขีดสุด โดยกรรมาธิการยุโรปเตือนว่า “หากสหรัฐฯ บุกกรีนแลนด์ นั่นคือจุดจบของนาโต้”
3. การตอบโต้ของเดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป
-
แนวร่วมทหาร: ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน และนอร์เวย์ เริ่มส่งกำลังพลและหน่วยลาดตระเวนไปยังกรีนแลนด์เพื่อสนับสนุนเดนมาร์กภายใต้ปฏิบัติการที่อาจเรียกว่า “Arctic Sentry”
-
มติรัฐสภาเดนมาร์ก: ยืนยันชัดเจนว่ากรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่จะขายได้ และพร้อมใช้มาตรา 5 ของนาโต้ (Collective Defense) หากถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ
4. มุมมองทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์มองว่ากรีนแลนด์คือ “กุญแจสำคัญของแร่หายาก (Rare Earths)” และทรัพยากรพลังงานที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมไฮเทคและ AI ในอนาคต การที่สหรัฐฯ พยายามควบคุมพื้นที่นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องดินแดน แต่คือการแย่งชิงความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเหนือยุโรปและจีน





