“ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงทะลุระดับ $70.50 หลังอุปทานน้ำมันดิบตะวันออกกลางทะลักตลาด บดบังความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์”
📈 ข้อมูลเพิ่มเติมและบทวิเคราะห์ตลาด (Market Insights)
ราคาน้ำมันดิบสัญญา West Texas Intermediate (WTI) ปรับตัวลดลงในช่วงเซสชันเอเชียวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 โดยลงมาซื้อขายเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ $70.30 ต่อบาร์เรล ล้างมูลค่าขาขึ้นที่ทำไว้กว่า 2% ในวันก่อนหน้าจนหมดสิ้น แม้ว่าจะมีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซปะทุขึ้นมา แต่ปัจจัยด้านอุปทาน (Supply) ที่ทะลักเข้าสู่ตลาดอย่างรุนแรงได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาในเวลานี้:
-
คลื่นอุปทาน (Supply Wave) จากตะวันออกกลางถล่มตลาด: นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันหลังจากพบว่าเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงคึกคัก และมีปริมาณน้ำมันดิบมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ตลาดโลก นำโดย QatarEnergy ของกาตาร์ที่ได้เปิดประมูลซื้อขายน้ำมันดิบ (Crude Tender) สำหรับการส่งมอบเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มต้นขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสลับเปลี่ยนการขนถ่ายน้ำมันแบบเรือสู่เรือ (Ship-to-Ship) ได้เพื่อความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีสัญญาณการเปิดประมูลน้ำมันดิบจากฝั่งอิรัก (SOMO) และคูเวต (KPC) เข้ามาสมทบเพิ่มอีกด้วย
-
Saudi Aramco กลับมาส่งออกที่ท่าเรือหลัก: ปัจจัยกดดันฝั่งอุปทานทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco ของซาอุดีอาระเบีย ประกาศกลับมาดำเนินการโหลดน้ำมันดิบที่สถานีขนส่ง Ras Tanura ในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้งหลังจากหยุดชะงักไปนานร่วม 4 เดือน โดยข้อมูลจาก LSEG พบบริเวณท่าเรือมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ขนน้ำมันดิบออกไปแล้วกว่า 4 ล้านบาร์เรล ประกอบกับทาง บจก.น้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ได้เทขายน้ำมันดิบออกมารวมกว่า 48 ล้านบาร์เรลในเดือนนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าอุปทานน้ำมันกายภาพในตลาดยังคงมั่นคงและปลอดภัยอย่างมาก
-
ข่าวด้านภูมิรัฐศาสตร์ช่วยพยุงราคาได้เพียงชั่วคราว: ในช่วงต้นเซสชัน ราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปก่อนหน้า หลังจากเกิดเหตุการณ์ขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าบริเวณชายฝั่งโอมาน ซึ่งส่งผลให้แผนการอพยพของสหประชาชาติ (UN) ต้องหยุดชะงักลงทันที ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ รายงานว่ากองกำลังอิหร่านเป็นผู้เปิดฉากยิง และทางอิหร่านได้ประกาศกร้าวว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยของเรือลำใดก็ตามที่เดินเรือออกนอกเส้นทางที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายแรงนี้ทำได้เพียงดันราคาขึ้นไปสั้น ๆ ก่อนจะโดนแรงขายจากคลื่นน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลทุบราคากลับลงมา
📊 แนวรับ – แนวต้านสำคัญ (Support & Resistance Levels)
จากการวิเคราะห์โครงสร้างราคาทางเทคนิคของน้ำมันดิบ WTI:
-
แนวต้านสำคัญ (Resistance):
-
แนวต้านที่ 1:
$70.50(ระดับแนวต้านย่อยที่เคยเป็นแนวรับอินทราเดย์) -
แนวต้านที่ 2:
$71.80 - $72.00(โซนราคาไฮเดิมของวันพฤหัสบดี และด่านจิตวิทยาสำคัญ) -
แนวต้านที่ 3:
$73.50(แนวต้านหลักทางโครงสร้างราคาไทม์เฟรมรายวัน)
-
-
แนวรับสำคัญ (Support):
-
แนวรับที่ 1:
$70.00(ด่านแนวรับจิตวิทยาขนาดใหญ่ หากหลุดจะเสียทรงขาขึ้นทันที) -
แนวรับที่ 2:
$68.50(ฐานราคารับเดิมก่อนที่จะเกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง) -
แนวรับที่ 3:
$66.00(แนวรับใหญ่ในภาพรวมระยะกลาง)
-
📝 บทสรุปทิศทางตลาดจาก THAIFRX.COM
THAIFRX Market Executive Summary: ราคาน้ำมันดิบ WTI กำลังส่งสัญญาณว่า “ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานล้นตลาด (Over-supply)” เริ่มมีน้ำหนักเหนือกว่า “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)” แม้จะมีข่าวการยิงโจมตีเรือสินค้าในแถบโอมานและช่องแคบฮอร์มุซปะทุขึ้นมาแบบรายวัน แต่การที่ผู้ผลิตรายใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย (Aramco) และกาตาร์ กลับมาเปิดท่าเรือและเปิดประมูลน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลพร้อมกัน เป็นสิ่งยืนยันว่าน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้ขาดแคลน ส่งผลให้มุมมองทางเทคนิคของ WTI พลิกกลับมาเป็นลบในระยะสั้น
กลยุทธ์การเทรด: แนะนำกลยุทธ์ “เด้ง Sell” (Short on Rallies) เมื่อราคาดีดตัวทดสอบแนวต้านแถว
$70.50 - $71.00แล้วไม่สามารถผ่านได้ โดยมีเป้าหมายทำกำไรหลักอยู่ที่ระดับจิตวิทยา$70.00และเป้าหมายถัดไปที่$68.50อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางสามารถเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ตลอด 24 ชั่วโมง นักเทรดฝั่ง Sell จำเป็นต้องตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เหนือระดับ$72.00ไว้ทุกครั้งเพื่อป้องกันการลากราคาแบบฉับพลัน (Price Spike)




