ทั่วโลกกำลังจับตาปฏิกิริยาของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่าง อินเดียและสหภาพยุโรป (EU) หรือที่ขนานนามว่า “Mother of All Deals” นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงครับ เพราะดีลนี้ถือเป็นการ “ตบหน้า” นโยบายภาษีศุลกากร (Tariff) ของสหรัฐฯ อย่างจัง
สรุปท่าทีและปฏิกิริยาจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ (27 มกราคม 2569) ดังนี้ครับ:
1. เสียงสะท้อนจากทำเนียบขาว: “ไม่พอใจอย่างรุนแรง”
แม้ตัวประธานาธิบดีทรัมป์จะยังไม่มีแถลงการณ์ผ่าน Truth Social อย่างเป็นทางการในเช้านี้ แต่ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (Treasury Secretary) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ ABC News ด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด:
-
ข้อกล่าวหาเรื่องสงคราม: เขาตำหนิ EU ว่ากำลัง “สนับสนุนสงครามรัสเซีย-ยูเครนทางอ้อม” โดยใช้ข้อตกลงนี้เป็นช่องทางซื้อน้ำมันสำเร็จรูปจากอินเดีย (ซึ่งอินเดียซื้อน้ำมันดิบมาจากรัสเซียอีกทอดหนึ่ง)
-
การแทรกแซงการเจรจา: สหรัฐฯ มองว่าดีลนี้เป็นการขัดขวางการเจรจาการค้าที่สหรัฐฯ กำลังพยายามบีบให้อินเดียยอมรับเงื่อนไขของตนอยู่
2. ทำไมทรัมป์ถึง “เสียหน้า” จากดีลนี้?
-
สูญเสียอำนาจต่อรอง (Leverage): เดิมทีทรัมป์ใช้ภาษีศุลกากรที่สูงถึง 50% (รวมภาษีตอบโต้และภาษีน้ำมันรัสเซีย) เพื่อบีบให้ปราบกรัฐมนตรีโมดีของอินเดียยอมเซ็นดีลที่เอื้อต่อสหรัฐฯ แต่เมื่ออินเดียไปเซ็นกับ EU แทน ทำให้อำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ลดลงทันที
-
ความได้เปรียบทางธุรกิจ: บริษัทรถยนต์ยุโรป (เช่น VW, BMW) และผู้ผลิตไวน์จะได้สิทธิภาษีต่ำในตลาดอินเดีย ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ ยังต้องแบกรับภาษีนำเข้าที่สูงลิ่ว ทำให้ธุรกิจอเมริกันเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างมหาศาล
3. การโต้กลับที่อาจเกิดขึ้น (Potential Retaliation)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทรัมป์อาจมีปฏิกิริยาโต้ตอบดังนี้:
-
เพิ่มภาษีศุลกากรชุดใหม่: อาจมีการประกาศภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจาก EU หรืออินเดีย เพื่อตอบโต้ “ความไม่เป็นมิตร” ทางการค้าครั้งนี้
-
ประเด็นกรีนแลนด์: ทรัมป์อาจใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการกดดันเดนมาร์กและ EU หนักขึ้นในประเด็นการซื้อเกาะกรีนแลนด์ที่เขาสนใจ
-
นโยบาย “America First” ที่เข้มข้นขึ้น: ทรัมป์อาจประกาศว่าสหรัฐฯ จะไม่ร่วมเจรจาพหุภาคีใดๆ และจะหันไปใช้มาตรการลงโทษรายประเทศที่เข้าร่วมกับ EU
มุมมองต่อตลาด (Market Impact)
-
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: ดีลนี้ช่วยให้ยุโรปและอินเดียพึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลง ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลลบต่อ ความต้องการดอลลาร์สหรัฐ (USD) และส่งผลดีต่อ Euro (EUR) และ Rupee (INR)
-
ภาวะสงครามการค้า: ตลาดกำลังเตรียมรับแรงกระแทกจาก “ทวีต” หรือแถลงการณ์ของทรัมป์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกนาที ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนสูง





