บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก UOB (United Overseas Bank) ระบุว่า ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) กำลังเผชิญกับสภาวะ “Tariff Shock” หรือภาวะช็อกจากการประกาศนโยบายภาษี ซึ่งกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น แทนที่จะเป็นปัจจัยหนุนเหมือนในช่วงก่อนหน้าครับ
สรุปมุมมองสำคัญจาก UOB และสถานการณ์ปัจจุบันมีดังนี้:
1. ทำไม “ภาษี 15%” ถึงทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า? (มุมมอง UOB)
ตามปกติแล้ว ภาษีนำเข้ามักทำให้ดอลลาร์แข็งค่าจากคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่รอบนี้ UOB มองว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปเนื่องจาก:
-
ความวุ่นวายทางนโยบาย (Uncertainty): การที่ศาลฎีกาสั่งระงับภาษีเดิม แล้วทรัมป์ประกาศสวนกลับด้วยภาษี 15% ทันที สร้างความสับสนให้กับตลาด การที่กฎหมายถูกท้าทายในศาลทำให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของนโยบายสหรัฐฯ ลดลง
-
การปรับสมดุลของตลาด (Re-pricing): นักลงทุนเริ่มมองว่ามาตรการภาษีแบบ “Bridge” (ชั่วคราว 150 วัน) ของทรัมป์ อาจไม่สามารถลดการขาดดุลการค้าได้จริงในระยะยาว และอาจส่งผลเสียต่อการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ มากกว่าที่คิด (GDP ล่าสุดออกมาเพียง 1.4%)
2. การคาดการณ์ดัชนี DXY
UOB และนักวิเคราะห์ในตลาดสังเกตเห็นการปรับตัวลงของดอลลาร์ดังนี้:
-
ระดับราคาปัจจุบัน: DXY ร่วงลงมาทดสอบโซน 97.50
-
มุมมอง UOB: ดอลลาร์กำลัง “Enduring a broad-based decline” หรือเผชิญกับการอ่อนค่าในวงกว้าง เนื่องจากตลาดกำลังประเมินผลกระทบจากคำตัดสินของศาลและการตอบโต้ของทรัมป์ใหม่
-
ความเสี่ยง: หาก DXY ไม่สามารถยืนเหนือ 97.20 ได้ อาจมีแรงเทขายต่อเนื่องไปถึงระดับ 96.50
ตารางสรุปปัจจัยกดดัน DXY ตามรายงาน UOB
| ปัจจัยกดดัน (Bearish) | ผลกระทบต่อดอลลาร์ |
| ความพ่ายแพ้ในชั้นศาล | ลดความเชื่อมั่นในอำนาจการบริหารจัดการการค้าของทรัมป์ |
| GDP Q4 ต่ำกว่าคาด (1.4%) | สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มรับภาระจากภาษีและ Shutdown ไม่ไหว |
| ความไม่แน่นอนของกฎหมาย | นักลงทุนย้ายเงินไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยอื่น เช่น JPY และ CHF แทนดอลลาร์ |
บทสรุปจาก UOB: แม้ในระยะยาวดอลลาร์อาจได้แรงหนุนหากเฟดคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อจากภาษี แต่ในระยะสั้น “ความช็อกและความไม่แน่นอน” คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ดอลลาร์ถูกเทขายครับ




