การเสนอชื่อ Kevin Warsh (เควิน วอร์ช) โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อจาก Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง
นี่คือสรุปข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบและทิศทางนโยบายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้การนำของ Warsh ครับ:
1. นโยบายอัตราดอกเบี้ย: จาก “เหยี่ยว” สู่ “สายราบ”
-
การปรับลดดอกเบี้ยในระยะสั้น: แม้ในอดีต (ปี 2549-2554) Warsh จะถูกมองว่าเป็น “สายเหยี่ยว” (Hawkish) ที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ปัจจุบันเขามีท่าทีที่สอดคล้องกับทรัมป์มากขึ้น โดยสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
-
มุมมองด้านผลิตภาพ (Productivity): Warsh เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI และการลดกฎระเบียบ (Deregulation) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้แม้ดอกเบี้ยจะต่ำลง ทำให้เขามีเหตุผลในการสนับสนุนการลดดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น
2. การยกเครื่องงบดุล (Balance Sheet Regime Change)
-
ลดการถือครองพันธบัตร: Warsh เป็นวิพากษ์วิจารณ์การที่ Fed ถือครองสินทรัพย์มหาศาล (Quantitative Easing – QE) โดยเขามองว่ามันทำให้ Fed มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจมากเกินไป
-
เป้าหมาย: เขาต้องการลดขนาดงบดุลของ Fed ลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อลดบทบาทของธนาคารกลางในตลาดการเงิน และหันมาใช้กลไกตลาดปกติในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
3. ความเป็นอิสระของ Fed (Central Bank Independence)
-
การประสานงานกับคลัง: นักวิเคราะห์คาดว่า Warsh จะทำงานร่วมกับ Scott Bessent (รัฐมนตรีคลัง) อย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่แนบแน่นขึ้น
-
ความเสี่ยงทางการเมือง: ตลาดกังวลว่าเขาอาจจะยอมโอนอ่อนตามแรงกดดันของทำเนียบขาวในการลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
4. ปฏิกิริยาของตลาด (Market Reactions)
-
ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์: ในช่วงแรกที่ประกาศชื่อ ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากตลาดมองว่าเขายังมีความเป็นสายเหยี่ยวแฝงอยู่ และต้องการลดงบดุลซึ่งจะทำให้ปริมาณเงินในระบบลดลง
-
ราคาทองคำ: ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (มากกว่า 5%) หลังการประกาศ เนื่องจากนักลงทุนมองว่านโยบายของ Warsh อาจทำให้ดอลลาร์มีความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์หลัก
บทสรุปสำหรับเทรดเดอร์
การมาของ Warsh คือการส่งสัญญาณ “Regime Change” หรือการเปลี่ยนผ่านการบริหาร Fed จากการเน้นข้อมูลย้อนหลัง (Data-Dependent) ไปสู่การเน้นนโยบายเชิงรุก (Proactive) และเน้นฝั่งอุปทาน (Supply-side) มากขึ้น





