“กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเผชิญหน้าความเสี่ยงอีกครั้ง หลังการปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น”
การปฏิบัติการทางทหารติดต่อกันเป็นวันที่สามกำลังทดสอบข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และสร้างความตึงเครียดต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
📈 ข้อมูลเพิ่มเติมและบทวิเคราะห์ตลาด (Market Insights)
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นสู่ระดับวิกฤตสูงสุดอีกครั้งในเช้าวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2026 เมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดฉากยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf Nations) ทั้ง คูเวต (ฐานทัพอากาศ Ali Al Salem) และ บาห์เรน (ฐานทัพเรือกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ณ พอร์ตซัลมาน) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบเข้าถล่มพื้นที่ชายฝั่งของตนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตต้องทำงานอย่างหนักและมีการเปิดไซเรนเตือนภัยทบทวนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) สู่ระดับสูงสุดดังนี้:
-
ข้อตกลงหยุดยิงล่มสลายในทางปฏิบัติ (Truce Shattered): บันทึกความเข้าใจ (MOU) ชั่วคราวที่เพิ่งลงนามไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายนเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและฟื้นฟูเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก ได้ถูกทำลายลงโดยสมบูรณ์หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหารติดต่อกันเป็นวันที่ 3 โดยฝั่งอิหร่านประกาศว่า “กระบวนการทางการทูตทั้งหมดได้หยุดชะงักลงแล้ว” ขณะที่ฝั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าอิหร่านอาจเผชิญกับการตอบโต้ขั้นรุนแรงหากยังไม่หยุดโจมตี
-
วิกฤตพลังงานโลกและการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ: ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบ 25% และก๊าซ LNG 20% ของโลก กำลังกลับเข้าสู่สภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงอีกครั้ง (หลังจากที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศหรือ IMO เพิ่งประกาศอพยพลูกเรือที่ติดค้างออกมาได้เพียงบางส่วน) ความเสี่ยงของการกลับมาปิดช่องแคบและภัยคุกคามจากการวางทุ่นระเบิดจะผลักดันให้ค่าระวางเรือ (Freight Rates) และราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นทันทีที่ตลาดเปิดทำการ
-
ผลกระทบต่อตลาดการเงินช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ (Market Opening Expectations):
-
ราคาน้ำมันดิบ (WTI/Brent): คาดว่าจะเปิดตลาดด้วยการกระโดดเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง (Gap Up) เนื่องจากโครงสร้างอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางเผชิญกับภัยคุกคามทางสงครามโดยตรง
-
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) & สินทรัพย์ปลอดภัย: ดอลลาร์สหรัฐ เงินฟรังก์สวิส และทองคำ (XAU/USD) จะได้รับอานิสงส์อย่างมหาศาลจากเม็ดเงินฝั่ง Risk-off ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเพื่อหนีภัยสงคราม
-
📊 คาดการณ์แนวรับ – แนวต้านสำคัญรับมือวันเปิดตลาด (USD/JPY & WTI Oil)
เนื่องจากเหตุการณ์โจมตีคูเวตและบาห์เรนเกิดขึ้นในวันหยุด โซนเหล่านี้คือจุดปะทะสำคัญทางเทคนิคสำหรับการเปิดตลาดในวันจันทร์
💵 คู่เงิน USD/JPY (ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ เงินเยน)
-
แนวต้านสำคัญ:
162.00(ด่านใหญ่ประจำสัปดาห์) /163.00 -
แนวรับสำคัญ:
161.20/160.73(เส้น 20-day EMA) -
มุมมองทางเทคนิค: แม้ว่าดอลลาร์จะได้แรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อาจเผชิญแรงซื้อเงินเยนสลับเข้ามาด้วยในฐานะ Safe-haven คู่ขนาน ส่งผลให้คู่เงินนี้อาจมีความผันผวนสูงในกรอบ
161.50 - 162.00
🛢️ น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI Oil)
-
แนวต้านสำคัญ:
$76.50/$78.50/$80.00 -
แนวรับสำคัญ:
$73.50/$72.00 -
มุมมองทางเทคนิค: สงครามที่ลุกลามเข้าสู่คูเวตและบาห์เรนจะผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผ่านแนวต้านแรก
$76.50ได้ไม่ยาก และมีโอกาสวิ่งขึ้นทดสอบระดับจิตวิทยาที่$80.00หากสถานการณ์บานปลาย
📝 บทสรุปทิศทางตลาดจาก THAIFRX.COM
THAIFRX Market Executive Summary:
การขยายวงของสงคราม (Escalation) โดยอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีพันธมิตรและฐานทัพหลักของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียโดยตรง ถือเป็นสถานการณ์ระลอกที่รุนแรงที่สุดในรอบปี 2026 ข่าวความเชื่อมั่นผู้บริโภคหรือเงินเฟ้อ PCE ที่ประกาศไปเมื่อวันศุกร์จะถูกบดบังด้วยปัจจัยสงครามนี้โดยสิ้นเชิง ตลาดการเงินในวันจันทร์จะเริ่มต้นด้วยความตื่นตระหนกและเกิดสภาวะราคากระโดด (Market Gap) ในสินทรัพย์หลัก
กลยุทธ์การเทรด:
แนะนำให้นักเทรดฝั่ง Forex “เน้นถือครองดอลลาร์สหรัฐ (USD) และฟรังก์สวิส (CHF)” เป็นหลัก โดยหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะ Buy ในสกุลเงินฝั่งเอเชียและยุโรป สำหรับผู้ที่เทรดน้ำมันดิบ (WTI) ทิศทางได้เปรียบคือฝั่ง Buy อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ห้ามเปิดสถานะสวนเทรนด์ (Counter-Trend) หรือรีบร้อนไล่ราคาตรงจุดที่เกิด Gap ขาขึ้นสูงเกินไป ควรรอให้ราคาเสถียรหลังเปิดตลาด 1-2 ชั่วโมงแรก แล้วหาจังหวะเข้าตามแนวโน้มเมื่อมีสัญญาณย่อตัวเพื่อความปลอดภัยสูงสุด




