ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงมากกว่า 3% โดยลงมาเคลื่อนไหวในระดับต่ำกว่า 62.00 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บางช่วงลงไปแตะระดับ $61.xx) สาเหตุหลักมาจากความหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ช่วยลด “พรีเมียมความเสี่ยง” (Risk Premium) จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สรุปปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันมีดังนี้ครับ:
1. สัญญาณบวกจากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
-
ท่าทีที่เปลี่ยนไป: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้สัมภาษณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ว่า อิหร่านกำลัง “เจรจาอย่างจริงจัง” (Seriously talking) กับรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโทนจากการข่มขู่จะใช้กำลังทางทหารในช่วงก่อนหน้า
-
การลดความตึงเครียด: มีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ไม่มีแผนที่จะจัดการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญ ทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทาน
2. การตัดสินใจของกลุ่ม OPEC+
-
ในการประชุมช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่ม OPEC+ มีมติคงกำลังการผลิตตามแผนเดิมสำหรับเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ไม่ได้มีการปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มเติมเพื่อพยุงราคา ท่ามกลางภาวะน้ำมันล้นตลาดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้
3. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า (Strong USD)
-
เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากมีการเสนอชื่อ Kevin Warsh ให้เป็นประธาน Fed คนต่อไป ซึ่งตลาดมองว่าเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์มีความแพงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น
4. ปัจจัยด้านอุปทานอื่น ๆ
-
อุปทานจากคาซัคสถาน: แหล่งน้ำมัน Tengiz ในคาซัคสถานเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตปกติหลังจากหยุดชะงักไปก่อนหน้านี้
-
การผลิตในสหรัฐฯ: ตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง (ประมาณ 13.59 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
สรุปความเคลื่อนไหวราคา (ณ 2 ก.พ. 2026)
| สัญญาซื้อขาย | ราคาล่าสุด | การเปลี่ยนแปลง (%) |
| WTI Crude | ~$61.80 – $62.30 | -3.1% ถึง -4% |
| Brent Crude | ~$66.50 – $67.20 | -2.9% ถึง -3.3% |
วิเคราะห์เพิ่มเติม: นักลงทุนกำลังเปลี่ยนมุมมองจากการ “เก็งกำไรสงคราม” (War Footing) ในช่วงเดือนมกราคม มาเป็นการจับตามองปัจจัยพื้นฐานที่ “Bearish” (ตลาดหมี) มากขึ้น เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพิ่มขึ้นและความต้องการใช้ที่ชะลอตัว





