พลิกมุมมอง! จากถกเรื่อง “ลดดอกเบี้ย” สู่การวางแผน “ขึ้นดอกเบี้ย” ของเฟด
วันที่ 2 พฤษภาคม 2026
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้พลิกผันอย่างสิ้นเชิง หลังจากการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว (Hawkish)” อย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
ข้อมูลเชิงลึกจากตลาด (Market Insights)
-
เสียงแตกครั้งประวัติศาสตร์: การประชุมเฟดล่าสุดมีกรรมการถึง 4 ท่าน (นำโดย Neel Kashkari, Beth Hammack และ Lorie Logan) ที่โหวตคัดค้านการใช้ภาษาในแถลงการณ์ที่บ่งชี้ถึงการ “ลดดอกเบี้ย” ในอนาคต โดยถือเป็นการโหวตคัดค้านที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
-
เงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน: สาเหตุหลักที่ทำให้เฟดต้องเปลี่ยนทิศทางคือดัชนีราคา PCE เดือนมีนาคมที่พุ่งแตะ 3.5% ซึ่งได้รับแรงผลักดันจากราคาน้ำมันดิบที่ทะยานขึ้นเนื่องจากการปิดล้อม ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน เฟดกังวลว่าหากราคาน้ำมันยังทรงตัวเหนือ $110 จะเกิดภาวะ “Second-round effects” ที่ทำให้เงินเฟ้อฝังตัวลึก
-
ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย: จากเดิมที่ตลาดคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปี 2026 ขณะนี้ความเชื่อมั่นได้พังทลายลง โดยเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่าโอกาสคงดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ไปจนถึงสิ้นปีพุ่งสูงถึง 83.6% และเริ่มมีการพูดถึง “ความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย (Rate Hike)” หากเงินเฟ้อไม่ส่งสัญญาณชะลอตัวในไตรมาส 2
-
ช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ: สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมส่งไม้ต่อจาก Jerome Powell ไปยัง Kevin Warsh (ว่าที่ประธานเฟดคนใหม่) ซึ่งตลาดคาดหวังว่าเขาอาจจะมีนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่า แต่ความแตกแยกในบอร์ดเฟดปัจจุบันทำให้การดำเนินนโยบายหลังจากนี้มีความไม่แน่นอนสูงมาก





