สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2569 กำลังอยู่ในภาวะที่ตึงเครียดแต่มีความหวังในเชิงการทูตครับ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงใหม่กับอิหร่าน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
1. คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์
เมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว (ทั้งที่ Mar-a-Lago และบน Air Force One) ว่าเขามีความหวังว่าสหรัฐฯ จะสามารถทำข้อตกลงกับอิหร่านได้:
-
“หวังว่าเราจะทำข้อตกลงกันได้” (Hopefully we’ll make a deal): ทรัมป์ระบุว่าขณะนี้มีการพูดคุยกันอย่าง “จริงจัง” (Seriously talking) ระหว่างสองประเทศเพื่อหาทางออกที่ยอมรับได้
-
เงื่อนไขสำคัญ: ข้อตกลงที่ทรัมป์ต้องการคือการที่อิหร่านต้อง “ละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์” อย่างถาวร และเขามั่นใจว่าอิหร่านอยากทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีทางทหาร
-
คำขู่ที่ควบคู่ไปกับการทูต: ทรัมป์กล่าวว่าหากตกลงกันไม่ได้ สหรัฐฯ ก็มีกองเรือรบและอากาศยานอันทรงพลังเตรียมพร้อมอยู่แล้ว พร้อมสำทับว่า “ถ้าไม่มีข้อตกลง เราก็จะได้รู้กันว่าสิ่งที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านขู่นั้นจะเป็นจริงไหม”
2. ท่าทีจากฝั่งอิหร่าน
-
ผู้นำสูงสุด (Ayatollah Ali Khamenei): ได้ออกมาเตือนว่าหากสหรัฐฯ เริ่มต้นสงคราม ครั้งนี้จะเป็น “สงครามระดับภูมิภาค” และสั่งให้ประชาชนไม่ต้องกลัวคำขู่ของทรัมป์ พร้อมเปรียบการประท้วงในประเทศเมื่อเดือนมกราคมว่าเป็น “ความพยายามรัฐประหาร” ที่ถูกต่างชาติหนุนหลัง
-
ฝ่ายเจรจา: นายอาลี ลารีจานี ประธานสภาความมั่นคงสูงสุดของอิหร่าน ยืนยันว่า “การเตรียมการเชิงโครงสร้างเพื่อการเจรจากำลังรุดหน้า” สวนทางกับบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเกิดสงครามในสื่อ
3. บริบทและความกดดันในภูมิภาค
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยกดดันรอบด้าน:
-
การประท้วงในอิหร่าน: ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารหากอิหร่านประหารชีวิตหรือสังหารผู้ประท้วงต้านรัฐบาลที่ถูกจับกุมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
-
การเสริมกำลังทหาร: สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกองกำลังขนาดใหญ่เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อกดดันอิหร่าน (Maximum Pressure)
-
การตัดช่องทางรายได้: ทรัมป์ได้เจรจาให้อินเดียเลิกซื้อน้ำมันจากอิหร่านและรัสเซีย โดยให้หันไปซื้อจากเวเนซุเอลาแทน เพื่อตัดวงจรรายได้ที่อิหร่านอาจนำไปใช้ในโครงการนิวเคลียร์หรือสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies)





