สรุปสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 29 มกราคม 2569 เกี่ยวกับการเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ ชัค ชูเมอร์ (Chuck Schumer) ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะชัตดาวน์ครับ
สถานะการเจรจา: ความพยายามเฮือกสุดท้ายก่อนเส้นตายคืนวันศุกร์
ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับเส้นตายงบประมาณใน วันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 ซึ่งหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หน่วยงานรัฐบาลราวครึ่งหนึ่ง (รวมถึงกระทรวงกลาโหม และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ – DHS) จะต้องหยุดดำเนินงานบางส่วนในวันเสาร์นี้
1. จุดเปลี่ยนของการเจรจา (The Potential Deal)
มีรายงานข่าวจากสื่อใหญ่หลายสำนัก (เช่น NYT และ Reuters) ระบุว่าทรัมป์และชูเมอร์เริ่มมี “สัญญาณเชิงบวก” ในการพูดคุยช่วงคืนวันพุธที่ผ่านมา:
-
ข้อเสนอจากทำเนียบขาว: รัฐบาลทรัมป์เริ่มแสดงท่าทีอ่อนลง โดยอาจยอมรับข้อเสนอการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ
-
ประเด็นการปฏิรูป ICE: ชูเมอร์ยื่นเงื่อนไขว่าเจ้าหน้าที่ ICE ต้อง “ห้ามสวมหน้ากาก” ขณะปฏิบัติหน้าที่, ต้อง “ติดกล้อง Body Cam” และต้องประสานงานกับตำรวจท้องที่อย่างเคร่งครัด หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิตในมินนิโซตาเมื่อสัปดาห์ก่อน
2. อุปสรรคสำคัญที่ยังเหลืออยู่
แม้ทรัมป์และชูเมอร์จะคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น แต่ยังมีด่านสำคัญคือ:
-
สภาผู้แทนราษฎร (House): สมาชิกกลุ่ม Freedom Caucus (อนุรักษนิยมสุดโต่ง) ยืนกรานว่า “จะไม่ยอมถอย” และจะไม่ยอมให้มีการแก้ไขร่างงบประมาณที่ผ่านสภาฯ ไปแล้ว
-
การแยกงบประมาณ (Split the Bill): ฝั่งเดโมแครตพยายามเสนอให้ผ่านงบ 5 กระทรวงที่ตกลงกันได้ไปก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องงบ DHS แยกต่างหาก แต่ฝั่งรีพับลิกันส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยเพราะต้องการให้จบในแพ็กเกจเดียว
3. หากเกิดชัตดาวน์ จะมีผลกระทบอย่างไร?
หากตกลงกันไม่ได้ภายในเที่ยงคืนวันศุกร์:
-
หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ: กลาโหม (Pentagon), สาธารณสุข (HHS), แรงงาน, การศึกษา และคมนาคม จะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ทันที
-
ความแตกต่างจากครั้งก่อน: ครั้งนี้ DHS (ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ) อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหน่วยงานอื่น เพราะมีงบประมาณสำรองจากกฎหมายพิเศษที่ทรัมป์เคยลงนามไว้เมื่อปีที่แล้ว
สรุปภาพรวม: สถานการณ์ตอนนี้เป็นแบบ “แข่งกับเวลา” (Race against the clock) ท่าทีของทรัมป์ที่ยอมลดราวาศอกให้ชูเมอร์ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากต่อตลาดทุน แต่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะสามารถกล่อมสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรครีพับลิกันให้ยอมรับข้อตกลงนี้ได้หรือไม่ครับ





