ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat (อัปเดต 3 มีนาคม 2026) ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของยูโรโซนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นจาก 1.7% ในเดือนมกราคมครับ
วิเคราะห์ไส้ในของเงินเฟ้อ 1.9%
-
พลังงานคือปัจจัยหลัก: การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในเดือนนี้ถูกขับเคลื่อนโดย “Energy Shocks” จากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในกาตาร์ ซึ่งทำให้ราคาพลังงานในยุโรปดีดตัวขึ้นหลังจากที่เคยติดลบ (-4.1%) ในช่วงต้นปี
-
เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังเหนียวหนึบ: คาดการณ์ว่า Core CPI (ที่ไม่รวมพลังงานและอาหาร) จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับ 2.2% – 2.3% ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงกระจายตัวอยู่ในภาคบริการและสินค้าอุตสาหกรรม
-
ความแตกต่างในรายประเทศ: * เยอรมนี: เงินเฟ้อพุ่งนำโด่งมาที่ 2.1%
-
ฝรั่งเศส: ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.4% – 0.5%
-
อิตาลี: ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.0%
-
ผลกระทบต่อการตัดสินใจของ ECB
ตัวเลข 1.9% นี้มีความสำคัญมากเพราะมันเข้าใกล้เป้าหมาย 2.0% ของธนาคารกลางยุโรปพอดี:
-
ลดโอกาสการลดดอกเบี้ย: เดิมทีตลาดคาดหวังว่า ECB อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 แต่เมื่อเงินเฟ้อดีดกลับขึ้นมาพร้อมความเสี่ยงด้านพลังงาน ทำให้ ECB มีแนวโน้มจะ “คงดอกเบี้ย” (Deposit Rate 2.00%) ต่อไปเพื่อความปลอดภัย
-
ท่าทีแบบ Data-dependent: Christine Lagarde และเจ้าหน้าที่ ECB หลายท่านเริ่มออกมาเตือนว่าความผันผวนของราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อไม่ลงสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืนในปีนี้
มุมมองต่อคู่เงิน EUR/USD
แม้เงินเฟ้อที่สูงขึ้นปกติจะช่วยหนุนค่าเงิน (เพราะดอกเบี้ยจะไม่ลดลงเร็ว) แต่ในกรณีนี้ EUR/USD กลับถูกกดดันให้ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญ:
-
ราคาปัจจุบัน: เคลื่อนไหวแถว 1.1630
-
สาเหตุ: ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้อที่เกิดจาก “ต้นทุนพลังงาน” (Cost-push inflation) จะทำร้ายเศรษฐกิจยูโรโซนให้ถดถอย (Recession) มากกว่าจะส่งผลดี และดอลลาร์ยังคงถูกซื้ออย่างหนักในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากสงคราม
สรุป: เงินเฟ้อ 1.9% ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้ตลาดมากนัก แต่เป็นการยืนยันว่ายุโรปกำลังเข้าสู่ช่วง “Stagflation” เล็กๆ คือเศรษฐกิจโตช้าแต่เงินเฟ้อเริ่มพุ่งจากค่าพลังงานครับ





