“สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเล ขณะที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านชี้ ทรัมป์ยอมทำข้อตกลงเพราะความจนตรอก“
-
ข้อตกลงสันติภาพเริ่มมีผลบังคับใช้ สหรัฐฯ ถอนกำลังปิดล้อม: สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้การเดินเรือขนส่งน้ำมันพาณิชย์เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หลังจากสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
-
กองทัพสหรัฐฯ ยังคงตรึงกำลังสังเกตการณ์: กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันการยุติภารกิจปิดล้อมผ่านแพลตฟอร์ม X ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือสหรัฐฯ จะยังคงปักหลักสแตนบายอยู่ในพื้นที่น่านน้ำสากลใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบและสร้างความมั่นใจว่าข้อตกลงสันติภาพนี้จะถูกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
-
ปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบฉลุย ไร้เหตุปะทะ: นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า เมื่อคืนที่ผ่านมามีน้ำมันดิบไหลผ่านน่านน้ำยุทธศาสตร์นี้สูงถึง 12.5 ล้านบาร์เรล โดยไม่ถูกกองกำลังอิหร่านโจมตีหรือขัดขวางแต่อย่างใด
-
ผู้นำสูงสุดอิหร่านอนุมัติข้อตกลง แต่วางตัวแข็งกร้าว: นาย โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ประกาศรับรองข้อตกลงกรอบสันติภาพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ไม่วายส่งวาทกรรมทางการเมืองโจมตีว่า ฝั่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์ยอมตกลงในครั้งนี้เนื่องจาก “ความจนตรอก” (Desperation) พร้อมย้ำว่าการเจรจาแบบเผชิญหน้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ได้แปลว่าอิหร่านจะยอมจำนนต่อจุดยืนของศัตรู
-
ปฏิกิริยาตลาดน้ำมัน: ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว โดยปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.31% มาซื้อขายอยู่ที่ระดับ 75.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงที่มีการรายงานข่าว
📊 ข้อมูลเพิ่มเติมและมุมมองตลาด (Market Insights)
ทีมงาน THAIFRX สรุปผลกระทบที่มีต่อตลาดทุนและพลังงานไว้ดังนี้:
-
-
คลายล็อกSupplyน้ำมันดิบโลก (Supply Shocks Relief): ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคทั่วโลกในแต่ละวัน การยุติการปิดล้อมทางทะเลทำให้ความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันขาดแคลน (Supply Disruption) หายไปทันที ซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน (Bearish) ต่อราคาน้ำมันในระยะกลาง ไม่ให้พุ่งทะยานหลุดกรอบความควบคุม
-
ทำไมราคาน้ำมันดิบไม่ร่วงแรง? (The “Sell on Fact” Nuance): แม้ข่าวการเปิดช่องแคบจะเป็นปัจจัยลบต่อราคาน้ำมันดิบ (เนื่องจากน้ำมันดิบพร้อมกลับเข้าสู่ตลาด) แต่ราคา WTI กลับดีดบวกขึ้นมาเล็กน้อยยืนเหนือ 75 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดได้รับรู้ข่าวลือเรื่องดีลหยุดยิงไปล่วงหน้าแล้ว (Priced-in) ประกอบกับการที่อิหร่านยังคงใช้วาทกรรมที่แข็งกร้าว บ่งชี้ว่าความตึงเครียดไม่ได้หายไปแบบถาวร นักลงทุนจึงยังคงถือสถานะเพื่อรอดูความคืบหน้าของการเจรจาแบบตัวต่อตัว (In-person negotiations) ที่กำลังจะเกิดขึ้น
-
📈 แนวรับ – แนวต้านสำคัญทางเทคนิค (WTI Crude Oil)
มุมมองกราฟเทคนิคราคาน้ำมันดิบ WTI ในไทม์เฟรมรายวัน (Daily) เริ่มสร้างฐานราคาหลังคลายความตื่นตระหนก:
-
แนวต้าน (Resistance):
-
R1:
75.80 - 76.00ดอลลาร์ (แนวต้านจิตวิทยาและจุดทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น) -
R2:
77.50ดอลลาร์ (โซน Gap ราคาเดิมที่เคยร่วงลงมาในช่วงเริ่มมีข่าวเจรจาสันติภาพ)
-
-
แนวรับ (Support):
-
S1:
74.50ดอลลาร์ (แนวรับสำคัญในสัปดาห์นี้ หากรับอยู่มีลุ้นทำไซด์เวย์ออกข้าง) -
S2:
72.80ดอลลาร์ (แนวรับฐานล่างของกรอบราคาระยะกลาง)
-
📝 บทสรุปมุมมองและกลยุทธ์จาก THAIFRX.COM
“ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม – ราคาน้ำมันดิบเข้าสู่ช่วงปรับฐานสร้างสมดุลใหม่”:
ทาง THAIFRX.COM ประเมินว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ท่าทีของอิหร่านที่ยังไม่ลดราวาศอกทำให้สัญญาน้ำมันดิบ WTI ยังไม่เป็นขาลงในทันที แต่จะเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวมาเป็น Sideways ในกรอบกว้าง (73.00 – 77.00 ดอลลาร์) แทน
💡 แนะนำกลยุทธ์การเทรด:
กลยุทธ์ Range Trading: แนะนำเน้นตั้งรับเปิดสถานะ Buy/Long ระยะสั้นเมื่อราคา WTI ย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญแถว
74.50หรือ74.00ดอลลาร์ โดยมีจุดคัทลอสที่ชัดเจนหากหลุด73.50ดอลลาร์รอจังหวะ Rebound เพื่อเปิด Sell: หากราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน
76.00 - 76.50ดอลลาร์ แต่อินดิเคเตอร์ในไทม์เฟรมย่อย (เช่น H4) เริ่มแสดงสัญญาณหมดแรง ถือเป็นโอกาสดีในการเปิดสถานะ Sell/Short เล่นรอบ เนื่องจากไม่มีปัจจัยหนุนเรื่องการหยุดส่งน้ำมันดิบมาช่วยดันราคาให้เป็นขาขึ้นรุนแรงอีกต่อไปแล้วครับ




