WTI ทรงตัวใกล้ $63.00 ท่ามกลางการจับตาประเด็นภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) เคลื่อนไหวในกรอบแคบและปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ $62.80 ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันจันทร์ เนื่องจากตลาดเผชิญกับสภาพคล่องที่เบาบางจากวันหยุดในสหรัฐฯ (Presidents’ Day) และวันหยุดเทศกาลตรุษจีนในเอเชีย
ประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อราคา
-
การเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน: ตลาดกำลังมุ่งความสนใจไปที่การเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 2 ณ กรุงเจนีวาในวันอังคาร (17 ก.พ. 2026) โดยอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมยอมลดระดับโครงการนิวเคลียร์หากสหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงคำขู่เรื่องการใช้กำลังทางทหารหากการเจรจาล้มเหลว
-
อุปทานจากรัสเซียและยูเครน: แม้จะมีการเริ่มเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน (โดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง) ในวันอังคารเช่นกัน แต่ตลาดมองว่าความหวังที่จะได้เห็นน้ำมันรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็วนั้นยังมีจำกัด นอกจากนี้ยังมีประเด็นความขัดแย้งเรื่องการขนส่งน้ำมันผ่านท่อในยุโรปตะวันออกที่สร้างความตึงเครียดเพิ่มเติม
-
ท่าทีของ OPEC+: มีรายงานว่ากลุ่ม OPEC+ อาจตัดสินใจกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้งในเดือนเมษายน 2026 เพื่อรองรับความต้องการใช้ในช่วงฤดูร้อน (Summer Demand) หลังจากที่ระงับการเพิ่มกำลังผลิตมานาน 3 เดือน ปัจจัยนี้กลายเป็นแรงกดดัน (Headwind) ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้ยาก
บทสรุปและมุมมองตลาด
| ปัจจัยหนุนราคา (Bullish) | ปัจจัยกดดันราคา (Bearish) |
| ความเสี่ยงจากการปะทะทางทหารในตะวันออกกลาง | แผนการเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ ในเดือน เม.ย. |
| ความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งน้ำมัน (ช่องแคบฮอร์มุซ) | การคาดการณ์ภาวะน้ำมันล้นตลาด (Supply Glut) ในปี 2026 |
| สต็อกน้ำมันกลั่น (Distillates) ในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง | ปริมาณการซื้อขายเบาบางในช่วงวันหยุดยาว |
ความเห็นของนักวิเคราะห์: ปัจจุบันราคาน้ำมันกำลังอยู่ในสภาวะ “ชักกะเย่อ” ระหว่างความเสี่ยงระยะสั้นทางภูมิรัฐศาสตร์กับภาพรวมอุปทานส่วนเกินในระยะยาว หากการเจรจาที่เจนีวามีสัญญาณลบ ราคาอาจพุ่งทะลุ $65 ได้ แต่หากมีข่าวเรื่องการเพิ่มกำลังผลิตที่ชัดเจน ราคาอาจลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่ $62.40 (เส้น EMA 200 วัน) หรือต่ำกว่านั้น



