ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ในวันนี้ (2 มีนาคม 2026) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (USD) และเงินเยน (JPY) เนื่องจากนักลงทุนพยายามลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นครับ
ปัจจัยที่กดดันเงินปอนด์ในวันนี้
-
ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off Sentiment): เมื่อเกิดสงคราม เงินปอนด์ซึ่งถูกจัดว่าเป็นสกุลเงิน “เสี่ยง” (Risk-sensitive currency) มักจะถูกเทขายเพื่อย้ายเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-havens) เช่น ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ
-
ความแตกต่างของนโยบายการเงิน: ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อาจจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น (Higher for longer) เนื่องจากเงินเฟ้อในสหรัฐฯ (PPI) ยังคงร้อนแรง
-
วิกฤตพลังงานรอบใหม่: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการโจมตีในอิหร่านและเลบานอน สร้างความกังวลว่าอังกฤษจะเผชิญกับภาวะค่าครองชีพพุ่งสูง (Cost of living crisis) อีกครั้ง ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคและการเติบโตของ GDP
ผลการเคลื่อนไหวของคู่เงินหลัก (Intraday)
| คู่เงิน | การเคลื่อนไหว | สถานะทางเทคนิค |
| GBP/USD | ลดลงสู่ 1.3387 | หลุดแนวรับสำคัญที่ 1.3400 มีโอกาสลงไปทดสอบ 1.3340 |
| GBP/EUR | ทรงตัวแถว 1.1400 | ยูโรได้รับแรงหนุนในฐานะ Safe-haven รอง ทำให้ปอนด์เสียเปรียบ |
| GBP/JPY | ผันผวนสูง (210.40) | แม้เยนจะอ่อนจากน้ำมัน แต่ปอนด์ก็ยังขาดแรงซื้อสวนกลับที่ชัดเจน |
สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้
-
ตัวเลข PMI ภาคการผลิตของอังกฤษ: หากออกมาต่ำกว่า 50 (หดตัว) จะยิ่งซ้ำเติมแรงเทขายเงินปอนด์
-
ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษ: จับตาดูว่านายกรัฐมนตรีจะมีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการสนับสนุนด้านพลังงานหรือมาตรการรับมือสงครามอย่างไร เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตร (Gilts)
สรุป: ในระยะสั้น ปอนด์ยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่า (Bearish) จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณของการเจรจาหรือเริ่มนิ่งลงครับ



